iLaw นำขบวนเดินเท้าจากลาดพร้าว 25 ถึงหอศิลป์กรุงเทพฯ เรียกร้องให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้ครบทุกคน พร้อมประกาศว่าถ้าไม่ยื่น จะนำหลักฐานที่มีอยู่ออกเปิดเผยเอง ขณะที่ กกต. นัดแถลงบ่าย 3 โมงวันจันทร์

เช้าวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน หน้าสำนักงานโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ย่านลาดพร้าว 25 ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวก่อนเริ่มเดินขบวน

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์


ยิ่งชีพ เริ่มต้นด้วยประโยคที่เหมือนคำบ่นมากกว่าคำปลุกใจ โดยกล่าวว่า ถ้ากระบวนการยุติธรรมเดินไปตามปกติ วันนี้ไม่มีใครต้องมาทำกิจกรรมอะไรเลย ทุกคนกลับบ้านไปรอฟังผลก็ได้

ยิ่งชีพ ระบุว่า ข้อเรียกร้องของเขาไม่ได้ขอให้ใครติดคุก หรือตัดสินว่าใครกระทำความผิด สิ่งที่ขอมีเพียงการให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ให้ครบทั้ง 229 คน แล้วให้องค์กรที่เขาเรียกว่าเป็นกลางเป็นผู้ชี้ว่าใครผิดหรือไม่ผิด

ยิ่งชีพ กล่าวต่อไปว่า ถ้าหาก กกต. ไม่สั่งฟ้องคนใด ก็จะนำหลักฐานของคนนั้นออกมาเปิดเผย ถ้าไม่สั่งฟ้องทั้งหมดก็เปิดเผยทั้งหมด พร้อมกับบอกว่าเขาจะไม่เดินทางไปยังสำนักงานกกต. ในวันพรุ่งนี้

จากนั้นขบวนออกจากซอยลาดพร้าว 25 ราวสิบโมงเช้า ตามเส้นทางที่วางเอาไว้คือ มุ่งหน้าจาก 5 แยกลาดพร้าว เข้าถนนพหลโยธิน เลียบแนวรถไฟฟ้าลงมา แวะพักที่สะพานควายราวครึ่งชั่วโมง ก่อนผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตัดเข้าถนนรางน้ำไปประตูน้ำ เข้าสู่ถนนพระราม 1 ผ่านหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติและย่านสยาม ไปสิ้นสุดที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน ในเวลาสี่โมงเย็น

นอกจากขบวนเดินเท้าแล้วยังมีขบวนวิ่ง และขบวนจักรยานที่ออกจากจุดอื่นมาบรรจบกันที่ปลายทางหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน


ในขบวนเดินเท้ายังมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน มาร่วมเดินด้วย โดยณัฐพงษ์ ยืนยันว่า เขาต้องการให้กกต. ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

จากนั้นเวลาประมาณ 13.20 น. บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เจรจากับผู้จัดขบวนเดินเท้า ด้วยการขอให้ปรับแผนไม่เดินเท้าผ่านหน้าวังสระปทุม ซึ่งอยู่ช่วงท้ายของถนนพระรามที่ 1 ก่อนถึง 4 แยกปทุมวัน ทำให้ผู้จัดกิจกรรมจึงเปลี่ยนแผนเดินทางด้วยรถไฟฟ้าที่สถานีพญาไท ไปลงที่สถานีสยาม แล้วเดินมายังจุดหมายปลายทาง

ขบวนมาถึงลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เวลาประมาณ 15.04 น. โดยในช่วงระหว่างนั้นก็มีกิจกรรมเล่นดนตรีจากศิลปิน และการปราศรัยในคดีสว.

กระทั่งเมื่อถึงเวลา 17.45 น. ยิ่งชีพได้ขึ้นเวทีที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ด้วยการกล่าวย้ำว่า สิ่งที่เป็นอันตรายของคดีนี้ คือในกรณีที่ไม่มีใครถูกยื่นคำร้องเลย เพราะวุฒิสภาชุดนี้จะอยู่ต่อ และจะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ กกต. ชุดถัดไป ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลปกครอง ซึ่งอาจส่งผลให้การตรวจสอบการใช้อำนาจของประเทศเป็นอัมพาต

ยิ่งชีพ กล่าวต่อไปว่า ทางออกเดียวในสายตาของเขาคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 แต่การเสนอต้องอาศัยเสียงของสว. ซึ่งตอนนี้มีฝ่ายที่เรียกว่า สว.สีน้ำเงินมากถึง 140-150 คน ทำให้การแก้ไขที่อาศัยเสียงสว. ทำได้ยาก

จากนั้นยิ่งชีพได้วางทางเลือกให้กับกกต. โดยระบุว่า ถ้าไม่ยื่นคำร้องต่อใครเลย จะเป็นการทำให้สว. ชุดนี้คุมการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และถ้าถึงขั้นนั้น ภาคประชาชนจะไม่เหลือทางอื่นนอกจากโหวตไม่เห็นชอบประชามติ

ประการที่สอง คือยื่นคำร้อง แล้วเมื่อศาลรับคำร้อง สว. ส่วนใหญ่จะหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ใครมั่นใจว่าตัวเองถูกก็ไปสู้ในชั้นศาล ระหว่างนั้นประตูสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะเปิดโดยมีพื้นที่ให้ทุกสีทุกเฉด

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน


จุดที่ยิ่งชีพย้ำต่อจากนั้นคือพรรคภูมิใจไทยก็ยังมี สส. มากที่สุด ยังคงเป็นรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีก็ยังเป็นคนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือเสียงในสภาจะหลากหลายขึ้นเท่านั้น พูดอีกอย่างคือเขาประกาศกลางเวทีว่าข้อเรียกร้องนี้ไม่ได้มุ่งล้มรัฐบาล

จากประเด็นข้างต้น ไทยรัฐออนไลน์ได้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับ ณัชปกร นามเมือง จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ว่า ถ้าหากกกต. ไม่มีการส่งคำร้อง สถานการณ์จะเป็นอย่างไร

ณัชปกร กล่าวว่า ที่ต้องดูคือเหตุผล ไม่ใช่ตัวเลข เพราะในเรื่องนี้มีความเห็นอยู่สามชุดที่ไม่ตรงกัน ชุดแรกคือความเห็นของคณะสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเห็นควรยื่นคำร้องต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ชุดที่สองคือความเห็นของสำนักงาน กกต. ซึ่งมาจากรองเลขาธิการ กกต. ที่เห็นควรยื่นคำร้องจำนวนหนึ่ง ราวร้อยกว่าคน และชุดที่สามคือความเห็นของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36

ณัชปกรเห็นว่าความเห็นของชุดที่ 36 รับฟังไม่ได้ ด้วยเหตุผลสองข้อ คือที่มาของคณะชุดนี้ซึ่งเขามองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนจนตั้งข้อสงสัยได้เรื่องความเป็นอิสระ และความเป็นกลาง กับกรอบการตีความกฎหมายที่เขาเห็นว่าผิดเพี้ยนไปจากตัวบท เขาจึงบอกว่าถ้า กกต. ไม่ยื่นคำร้องต่อใครเลยโดยอิงความเห็นชุดนี้ ก็ต้องมีการตรวจสอบกันต่อไป

ถ้าถึงขั้นนั้น เขาเห็นว่าเท่ากับประตูเท่าที่มีอยู่ปิดลง และภาคประชาชนต้องไปหาประตูบานใหม่ โดยประตูบานใหม่ที่ว่าก็มีด้วยกัน 3 ทาง ทางแรกคือการฟ้อง กกต. ทางที่สองคือผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เพื่อเปิดช่องให้ผู้เสียหาย หรือผู้ที่พบเห็นการทุจริตยื่นฟ้องต่อศาลได้เอง โดยไม่ต้องรอ กกต. และทางที่สามคือวาระแก้รัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภา ซึ่งจะคืนสิทธิในการเข้าชื่อถอดถอน กกต. ที่หายไป

เมื่อถามว่าทำได้เร็วแค่ไหน ณัชปกรตอบว่ายื่นได้ภายในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้า แต่กว่าจะผ่านต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน สิ่งที่ทำได้ก่อนคือสิ่งที่ยิ่งชีพประกาศไว้ตอนเช้า คือไม่ยื่นคำร้องต่อใครก็เปิดหลักฐานของคนนั้น ซึ่งเขามองว่าเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อให้สังคมเห็นว่า กกต. ทำงานอย่างไร

ณัชปกร นามเมือง ตัวแทนเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ
ณัชปกร นามเมือง ตัวแทนเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ


ในทางการเมือง ณัชปกรประเมินว่า อาจออกได้สามทาง เช่น ถ้ายื่นครบทั้ง 229 คน เขาเห็นว่าความชอบธรรมทางการเมืองของฝ่ายที่เขาเรียกว่าระบอบสีน้ำเงินจะลดลง และสิ่งที่ต้องเร่งคือการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ถ้ายื่นบางส่วน ความชอบธรรมจะลดลงระดับหนึ่ง และจะเปิดทางไปสู่การแก้รายมาตรามากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่มาของ สว. และที่มาขององค์กรอิสระ

ณัชปกร กล่าวต่อไปว่า ในกรณีที่ไม่ยื่นเลย การเมืองก็ดูจะตีบตัน และแรงกดดันก็จะสูงขึ้น เพราะหลังจากนั้นพรรคภูมิใจไทยจะทำอะไรก็ไม่ได้รับการสนับสนุน โดยเฉพาะถ้าผลักดันร่างแก้รัฐธรรมนูญของตัวเองที่ให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เขาบอกว่าถ้าไปถึงขั้นนั้น ภาคประชาชนเตรียมจะชวนคนไปคว่ำร่างในชั้นประชามติ และตั้งข้อสังเกตว่าในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยังไม่เคยมีรัฐบาลใดทำประชามติแล้วแพ้

ส่วนคำถามว่าการยื่นบางส่วนจะเป็นของจริงหรือพอเป็นพิธี เขาตอบว่าถ้าไม่ครบก็ไม่จริงจังอยู่ดี เขายอมรับว่าความเห็นที่เสนอไม่ให้ยื่นคำร้องต่อบางคนนั้นพอรับฟังได้ แต่ด้วยสถานะของ กกต. เอง ทางที่ดีที่สุดคือส่งพยานหลักฐานทุกชิ้น และทุกข้อกล่าวหาให้ศาลพิจารณาทั้งหมด

แต่จุดที่ ณัชปกรเห็นว่าสำคัญที่สุดไม่ใช่จำนวนคน ไม่ว่าจะยื่นครบหรือยื่นบางส่วน สิ่งที่ต้องดูคือมีคำสั่งให้ผู้ถูกยื่นคำร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เพราะถ้าไม่มี ก็จะกลายเป็นการสู้คดีกันไป 4-5 ปีจนอยู่ครบวาระ แล้วการเมืองก็ไม่เปลี่ยนอะไร

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ขณะเดียวกันไทยรัฐออนไลน์ได้สอบถามความเห็นของ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ประเมินว่า ผลการประชุมในวันจันทร์ออกได้สามทาง และแต่ละทางมีต้นทุนของมันเอง

ทางแรกคือส่งครบทั้ง 229 คน ซึ่งเขามองว่าเป็นทางที่ตรงตามหลักการและพันธกิจที่สุด แต่เป็นทางที่ กกต. ต้องเผชิญหน้ากับเครือข่ายอำนาจที่อยู่เบื้องหลังการได้มาซึ่งตำแหน่งของตัวเอง เขาเห็นว่าในสังคมไทย ความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะเผชิญหน้ากับเครือข่ายที่โอบอุ้มคนคนหนึ่งเข้ามา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โอกาสที่จะส่งครบจึงมีไม่มากนัก

ทางที่สองคือไม่ส่งใครเลย ซึ่งเขาเปรียบว่าเป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่า และจะกระตุ้นความโกรธเคืองของประชาชนจนสถานการณ์บานปลาย แต่เขาก็ชี้ว่าทางนี้ยังมีความเป็นไปได้ หากผู้ตัดสินไม่สนใจ และมองว่าประชาชนจะโกรธก็โกรธไป จะชุมนุมก็ชุมนุมไป ซึ่งเขาเทียบว่าเป็นวิธีคิดแบบนักการเมืองรุ่นเดิมที่มักประเมินอารมณ์ของประชาชนต่ำเกินจริง

ทางที่สามคือส่งบางส่วน และเป็นทางที่ รศ.ดร.พิชาย อธิบายละเอียดที่สุด เขาเห็นว่าถ้าส่งในจำนวนที่มีนัยยะ เช่น ส่ง สว. 138 คน พร้อมกับเครือข่ายบางส่วนที่เรียกว่าน้ำเงินอ่อน และอาจรวมน้ำเงินแก่บางราย แต่ไม่แตะกรรมการบริหารพรรค อารมณ์ของสังคมก็อาจบรรเทาลงได้ระดับหนึ่ง

รศ.ดร.พิชาย ยังระบุถึงอีกแนวทางที่มีการพูดกันในระยะหลัง คือส่งไปจำนวนหนึ่งก่อนแล้วยื้อที่เหลือไว้ ซึ่งจะทำให้การฟ้องตามมาตรา 157 ยังเกิดขึ้นไม่ได้ในตอนนี้ แต่อ.พิชาย เห็นว่าสุดท้ายก็จะถูกนำมาใช้อยู่ดี เพียงแต่ยืดเวลาออกไป

ส่วนคำถามว่าถ้า กกต. ไม่ส่ง ใครจะเป็นคนตรวจสอบ กกต. คำตอบของเขาคือทางตัน ผู้ที่จะฟ้องตามมาตรา 157 ได้ ต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง ซึ่งก็คือ สว. สำรอง หรือผู้สมัครที่สอบตก และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นทำให้ตัวเองเสียสิทธิ์ และหมดโอกาสเป็น สว. โดยจะรับหรือไม่รับขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ถ้าศาลไม่รับ ก็จบ

แต่ปัญหาที่ รศ.ดร.พิชาย เรียกว่าปัญหาใหญ่ อยู่ที่อีกกลุ่มหนึ่ง สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและนักการเมือง ถ้า กกต. ไม่ยื่นคำร้อง ไม่มีใครยื่นแทนได้ เพราะ กกต. ต้องเป็นผู้ยื่นเท่านั้น

เมื่อยิ่งชีพกล่าวปราศรัยจบ ในช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. เขาได้เชิญให้ผู้มาร่วมงานแสดงพลังก่อนแยกย้ายด้วยการแปรขบวนเป็นตัวเลข 229 ซึ่งเป็นการสื่อถึงคดีฮั้วเลือก สว. 229 คน