จับตาพรุ่งนี้ การตัดสินคดีฮั้ว สว. ครั้งสำคัญของ กกต. เมื่อชุดที่ 26 สั่งให้ฟ้อง 229 คน แต่ชุดที่ 36 กลับบอกให้ยกคำร้องทั้งหมด เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ ท่ามกลางข้อกังขาของสังคม


จุดเริ่มต้นของคดี ฮั้ว สว.


  • ย้อนไปเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ที่ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี คือวันที่มีการ เลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ โดยใช้ระบบ “เลือกกันเองและเลือกข้ามกลุ่ม” (Self & Cross Selection) ใน 20 กลุ่มอาชีพ  ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 10 ปี ต้องผ่านการคัดเลือกตั้งแต่ระดับอำเภอ ในรอบที่ 1 (เลือกกันเอง)และ 2 (เลือกข้ามกลุ่ม) เมื่อใครผ่านจะนำไปสู่การคัดเลือกระดับจังหวัด ในรอบที่ 1 และ 2 เช่นเดียวกัน จากนั้นผู้ผ่านรอบจังหวัดจะได้เข้าไปคัดเลือกระดับประเทศ ทั้งรอบที่ 1 และ 2 เหมือนรอบอำเภอและจังหวัด เพื่อให้ได้ สว. ตัวจริง 200 คน ที่มาจาก 20 กลุ่มอาชีพ กลุ่มละ 10 คน โดยประชาชนทั่วไปไม่ได้ลงคะแนนโดยตรง จนถูกมองว่าเป็นระบบการเลือกกันเองที่ซับซ้อนที่สุดในโลก กินเวลายาวนานแบบข้ามวันข้ามคืน


ที่มาของคดี และความผิดปกติ

  •  ภาคประชาชนอย่าง เครือข่าย iLaw และ กลุ่ม We Watch รวมถึง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาเตือนและเปิดข้อมูลเกี่ยวกับ “โพยฮั้ว” ตั้งแต่การจ้างคนมาสมัครในระดับอำเภอ การรวมตัวทำโพยแจกจ่าย และการลงคะแนนตามโพยในวันเลือกตั้งระดับประเทศ และความผิดปกติของระบบเลือกข้ามกลุ่ม 


  •  ผู้เปิดแผลในพื้นที่บุรีรัมย์ (หลังวันลงคะแนนระดับอำเภอ): นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น เข้ามาร่วมเปิดเผยข้อมูลทันทีหลังจากที่ตัวเองตกรอบระดับอำเภอในวันที่ 9 มิถุนายน 2567 โดยนำหลักฐาน เช่น โพยรายชื่อ รูปถ่ายการนัดเจอกัน และเบาะแสการจัดตั้งในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ออกมาร้องเรียนต่อ กกต. และสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง


  • 10 กุมภาพันธ์ 2568: ดีเอสไอ (DSI) เริ่มตั้งเรื่องรับเรื่องร้องเรียนจากผู้สมัคร สว. เพื่อพิจารณาข้อมูลว่าเข้าข่ายความผิดอาญาที่ซับซ้อนหรือไม่


  • 5 มีนาคม 2568: คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เป็นประธาน มีมติ 11 ต่อ 4 เสียง รับเป็น “คดีพิเศษ” ในความผิดฐานอั้งยี่และการฟอกเงิน เป็นการใช้อำนาจสอบสวนคู่ขนานไปกับ กกต. ที่ดูแลเรื่องกฎหมายเลือกตั้งโดยตรง


  • 18 มีนาคม 2568 : กกต. มีมติแต่งตั้งเจ้าพนักงานของสำนักงาน กกต. ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเอกสาร และสอบปากคำพยานกว่า 700 ปากทั่วประเทศ


  • 25 เมษายน 2568: ดีเอสไอแจ้งตั้งข้อหา “อั้งยี่ฮั้วเลือกตั้ง สว.” อย่างเป็นทางการ และเริ่มเข้าจำลองเหตุการณ์จริง ณ อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี (สถานที่เลือก สว. ระดับประเทศ) เพื่อประกอบพยานหลักฐาน โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมขณะนั้น เป็นผู้อนุมัติกรอบปฏิบัติงาน และไฟเขียว DSI ตั้งคณะทำงานสืบสวนคดี


  • 17 กรกฎาคม 2568: คณะทำงานชุดที่ 26 ได้ทำสรุปสำนวนเห็นควรให้ดำเนินคดีและส่งเรื่องให้ กกต. ยื่นต่อศาลฎีกาเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 229 ราย ดังนี้

สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน: จำนวน 138 คน

รัฐมนตรี, สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย: จำนวน 21 คน

บุคคลในเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย: จำนวน 20 คน

สว. สำรอง และผู้สมัคร สว. รายอื่น ๆ: จำนวน 50 คน

หลังจากคณะชุดที่ 26 สรุปสำนวนเสร็จสิ้น สำนวนถูกส่งต่อไปยัง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36 


  • สิงหาคม 2568: คณะที่ 36 ทำการตรวจสำนวนและมีมติชี้ขาด “ยกคำร้อง/ไม่สั่งฟ้อง” เนื่องจากเห็นว่าหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะเอาผิดทางอาญาและเพิกถอนสิทธิการเป็น สว. ได้


  • ฝั่ง สว. และกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามมองว่าการที่ DSI เข้ามาทำคดี เป็นการ “ใช้อำนาจแทรกแซง กกต.” และก้าวก่ายการตรวจสอบ สว. จึงได้ยื่นเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าทั้งนายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี กระทำผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงจากการสั่งการ DSI หรือไม่ แต่มติศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 21 มกราคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติชี้ขาดว่า ทั้งนายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี “ไม่มีความผิด” โดยระบุว่าไร้หลักฐานการแทรกแซงสั่งการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการทำงานของ DSI เป็นไปตามกรอบอำนาจคดีพิเศษ



เปิดแฟ้มลับ ข้อมูลไต่สวน คณะทำงานชุดที่ 26

  • จุดเริ่มต้นโปรแกรม Offline และการประชุมลับชั้น 3 : จากถ้อยคำของพยานคดีฮั้ว สว. ระบุว่า ช่วงเดือนเมษายน 2567 กลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคการเมืองดัง จำนวน 3 คน ได้ถูกมอบหมายให้ไปศึกษากฎหมายและระเบียบการได้มาซึ่ง สว. ต่อมาพัฒนาเป็น “ระบบปฏิบัติการโปรแกรม Offline” เพื่อใช้คำนวณคะแนนในรอบเลือกไขว้โดยเฉพาะ ที่ไม่ว่าจะจับสลากไปอยู่สายใด หรือเลือกไขว้กับกลุ่มอาชีพไหน ก็จะพบเจอบุคคลในเครือข่ายที่วางไว้ครบทุกกลุ่มอาชีพ


  • การวางแผนครั้งนี้ เป็นแบบประชุมลับ : เกิดขึ้นบริเวณห้องประชุมอำนวยการ ชั้น 3 ของที่ทำการพรรคการเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งก่อนเข้าห้องประชุม ผู้เข้าร่วมทุกคนต้อง “ถูกยึดโทรศัพท์มือถือ” เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล จากนั้นจึงมีการเปิดสไลด์ผ่านแฟลชไดรฟ์ มีการบรรยายถึงกลไกการบล็อกโหวตและการกระจายตัวผู้สมัครทั่วประเทศ


  • ยุทธวิธีจัดเตรียมสถานที่พักและจุดเก็บตัวโหวตเตอร์ล่วงหน้า ก่อนวันเลือกจริงระดับประเทศเมื่อ 26 มิถุนายน 2567 โดยมีการปักหมุดกระจายตัวในรัศมี 30–100 กิโลเมตร รอบศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ครอบคลุมพื้นที่อยุธยา นครนายก ปทุมธานี และสถานที่เอกชน โดยมีกลุ่มผู้สมัครที่ทำหน้าที่เป็นโหวตเตอร์และทีมงานเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเดินทาง อาหาร และที่พักทั้งหมด


  • ทั่วประเทศมีการใช้วงเงินงบประมาณสะพัดสูงถึง 400–500 ล้านบาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด จนถึงระดับประเทศ รับเงินสดที่ชั้น 4 พรรคการเมืองใหญ่ ผ่านนาง ร.
  •  ระดับอำเภอ: ค่าตอบแทนโหวตเตอร์ 10,000 – 50,000 บาท (กลุ่มอาชีพที่หายาก เช่น กลุ่มวิทยาศาสตร์ จะได้ค่าตอบแทนสูงกว่า)
  • ระดับจังหวัด: ค่าตอบแทนประมาณ 50,000 บาท
  •  ระดับประเทศ: ค่าตอบแทนสูงถึง 200,000 บาท ต่อคน



ติวเตอร์ขู่ “ไม่ทำตาม ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น” 

  • นอกจากต้องถูกยึดโทรศัพท์และตัดการติดต่อกับภายนอกแล้ว ทีมงานติวเตอร์ในพื้นที่ยังพูดเน้นย้ำเชิงข่มขู่ระหว่างการคัดลอกโพยว่า ระบบสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดว่าใครลงคะแนนตรงตามโพยหรือไม่ พร้อมทิ้งท้ายด้วยคำขู่ว่า “ทำตามโพย ไม่งั้นไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น” 


  • ผูกมัดด้วยนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล  : คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 พบว่าพยานหลักฐานสำคัญที่ใช้มัดขบวนการนี้อย่างดิ้นไม่หลุด คือ “หลักฐานทางดิจิทัล” โดยการตรวจพิสูจน์พิกัดเสาโทรศัพท์ (cell site) พบการใช้โทรศัพท์ของผู้ถูกร้องและกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศในพิกัดเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ ตามจุดเซฟเฮาส์ต่างๆ ในช่วงวันที่ 24–25 มิถุนายน 2567
  • หลักฐานประวัติการเดินทางบน Google Maps จากโทรศัพท์พยานที่ยืนยันการเดินทางเข้า-ออกจุดนัดหมายจริง สอดรับกับหลักฐานทางกายภาพ เช่น รูปถ่ายโพยฮั้วที่แอบถ่ายไว้ แผ่นพลาสติกใสเจาะช่องใช้ทาบตีตาราง และร่องรอยกระดาษหน้าท้ายของสมุด สว.๓ ที่ถูกฉีกออกเพื่อฉีกโพยทิ้งก่อนออกจากห้องประชุม


  • หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น มีการนำ สว. ที่ได้รับเลือกเดินทางไปรวมตัวกันที่โรงแรมดัง ย่านซอยรางน้ำ เพื่อรับนโยบายและจัดสรรตำแหน่งประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา รวมถึงประธานกรรมาธิการชุดต่างๆ โดยพบหลักฐานสำคัญคือการให้ สว. ลงนามใน “ใบลาออกจากตำแหน่งเป็นการล่วงหน้าโดยไม่ลงวันที่” พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชน เพื่อส่งมอบให้แกนนำขบวนการเก็บรักษาไว้เป็นหลักประกัน และใช้เป็นเครื่องมือควบคุมการทำงานในสภาสูง 


ข้อหาหนักทางกฎหมาย ฝ่าฝืน พ.ร.ป. การได้มาซึ่ง สว. 

  • คณะกรรมการไต่สวนฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของกลุ่มคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง แกนนำ และผู้เกี่ยวข้อง เป็นการสมคบคิดวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำ ทำให้การเลือก สว. ขาดความเป็นอิสระ ไม่เป็นความลับ และไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าข่ายฝ่าฝืน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ในหลายมาตรา เช่น
  • มาตรา 36 ประกอบมาตรา 70 : กระทำการไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขในการแนะนำตัว ทำให้การเลือกไม่ได้เป็นไปโดยลับและเสรี 
  • มาตรา 62 : การกระทำมีผลทำให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม 
  • มาตรา 76 : กรรมการบริหารพรรคการเมืองกระทำการช่วยเหลือโดยวิธีใด ๆ ให้ผู้สมัครได้รับเลือกหรือไม่ได้รับเลือกเป็น สว. 
  •  มาตรา 77 (1): การให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนน


บทสรุปของคดี ฮั้ว สว. 

  • มติที่เห็นขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง คณะที่ 26 ที่มีมติสั่งฟ้อง 229 คน และ คณะที่ 36 ที่มีมติยกคำร้อง กลายเป็นการจุดชนวนที่สำคัญของสังคมและสื่อมวลชน ทำให้กลุ่ม iLaw และ แกนนำพรรคประชาชน นัดเดินขบวนระยะทาง 11 กิโลเมตร ไปหอศิลป์ ในวันที่ 13 กันยายน 2569 ก่อนหน้าคำตัดสินคดี 1 วัน เพื่อชวนประชาชนจับตาการทำงานของ กกต. ชุดใหญ่ทั้ง 7 คน ว่าจะส่งเรื่องฟ้องดำเนินคดีหรือไม่ ในวันที่ 14 กันยายน 2569 นี้


ฉากทัศน์คำตัดสินที่เป็นไปได้ 

  1. ส่งศาลฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญ: หาก กกต. เห็นตามชุดที่ 26 จะส่งคำร้องให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง/สิทธิสมัครของ สว. ซึ่งหากศาลรับไว้พิจารณา สว. ที่ถูกกล่าวหาอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และอาจส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาประเด็นยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง  

  2. ยกคำร้องทั้งหมด: ยุติเรื่องตามแนวทางชุดที่ 36 

  3. ส่งฟ้องเฉพาะบางราย: เลือกส่งศาลฎีกาเฉพาะบุคคลที่มีหลักฐานชัดเจน และตัดจบประเด็นเรื่องการยุบพรรคการเมือง 


เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวการเมือง