“โภคิน-สมเกียรติ” จี้รื้อระบบสรรหาองค์กรอิสระ เพิ่มอำนาจประชาชนตรวจสอบ แนะ กกต. ส่งคดีฮั้ว สว. ให้ศาลวินิจฉัย หากยุติทั้งที่ยังมีข้อสงสัย อาจถือว่าไม่ทำหน้าที่องค์กรผู้พิทักษ์อย่างที่ควรเป็น
วันที่ 12 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน จัดงานเสวนา “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” ที่อาคารรัฐสภา โดยช่วงเช้า มีการปาฐกถาโดย นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี, นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา และ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
ในช่วงหนึ่ง นายโภคิน ระบุว่า ปัญหาขององค์กรอิสระไม่สามารถแยกออกจากโครงสร้างการเมืองไทย ที่ตลอด 94 ปีวนเวียนอยู่กับการยึดอำนาจ การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่ถูกกำหนดขึ้นใหม่ โดยโครงสร้างดังกล่าวตั้งอยู่บนระบบอำนาจนิยม ระบบอุปถัมภ์ และรัฐราชการ ส่งผลให้องค์กรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจก็ถูกดึงเข้าไปอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน
แม้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2540 ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือฝ่ายการเมืองและผู้มีอำนาจกลับพยายามเข้าไปควบคุมองค์กรตรวจสอบ จนกลไกที่ควรเป็นอิสระอาจกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจเสียเอง การปรับเปลี่ยนที่มาและโครงสร้างขององค์กรอิสระในแต่ละยุคไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และหลายครั้งเป็นเพียงการเปลี่ยนจากการถูกฝ่ายหนึ่งครอบงำไปสู่อีกฝ่ายหนึ่ง
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าจะมีหรือไม่มีองค์กรอิสระ เพราะหากโครงสร้างอำนาจทางการเมืองยังคงเดิมผลลัพธ์ก็แทบไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อการทำงานขององค์กรตรวจสอบสามารถเลือกใช้พยานหลักฐานหรือมาตรฐานในการพิจารณาที่แตกต่างกัน และตัวองค์กรเองกลับตรวจสอบได้ยาก จึงควรมีกลไกตรวจสอบองค์กรอิสระโดยประชาชน โดยนำหลักการจากรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ เปิดทางให้ประชาชน 50,000 คนเข้าชื่อเพื่อเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ เพื่อให้องค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบผู้อื่นต้องสามารถถูกประชาชนตรวจสอบได้เช่นกัน
นายโภคิน ยังระบุด้วยว่า ควรมี ป.ป.ช. ภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. โดยให้มีที่มาจากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและผู้แทนที่ประชาชนเลือกจากภูมิภาคต่างๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนในการร้องเรียนและตรวจสอบการทุจริต แทนการฝากการตรวจสอบทั้งหมดไว้กับองค์กรตามรัฐธรรมนูญเพียงช่องทางเดียว ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาว ต้องทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็งพอที่จะถ่วงดุลอำนาจรัฐและองค์กรตรวจสอบ เพราะประชาธิปไตยไม่ควรหยุดอยู่เพียงถ้อยคำเรื่องความสุจริตหรือหลักธรรมาภิบาล แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถร่วมตรวจสอบและต่อสู้กับการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้องได้จริง
หาก กกต. ไม่ส่งศาลพิจารณา อาจถือได้ว่าไม่ทำหน้าที่องค์กรผู้พิทักษ์อย่างที่ควรเป็น
ทางด้าน นายสมเกียรติ ระบุว่า องค์กรอิสระยังมีความจำเป็นในระบอบประชาธิปไตย เพราะกลไกแบ่งแยกอำนาจแบบดั้งเดิมระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไม่เพียงพอต่อการป้องกันการรวบอำนาจ การทุจริต หรือการใช้อำนาจทางการเมืองโดยมิชอบ จึงเกิดแนวคิดให้องค์กรอิสระทำหน้าที่เสมือนสถาบันผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย เพื่อรักษากติกาและป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจเกินขอบเขต
ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญที่สุดคือการสร้างสมดุลระหว่างความเป็นอิสระกับความพร้อมรับผิด เพราะหากองค์กรอิสระมีอำนาจมากแต่ไม่สามารถถูกตรวจสอบได้ ก็อาจกลายเป็น “รัฐอิสระ” ที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต หรือจากที่ควรเป็นผู้ปกป้องประชาธิปไตยก็อาจกลายเป็นผู้ทำลายประชาธิปไตยเสียเอง ซึ่งประสบการณ์จากหลายประเทศสะท้อนตรงกันว่าสภาพแวดล้อมทางการเมืองสำคัญไม่น้อยกว่าการออกแบบองค์กร หากระบบการเมืองถูกครอบงำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง องค์กรอิสระย่อมเสี่ยงถูกแทรกแซงหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น การออกแบบที่ดีต้องไม่ฝากอำนาจตรวจสอบไว้กับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ควรเป็นเครือข่ายที่สามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้
สำหรับประเทศไทย โครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 มีความเสี่ยงจากจุดอ่อนที่ผิดพลาดเพียงจุดเดียวแล้วกระทบทั้งระบบอย่างน้อย 2 จุด คือ กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันเกือบทั้งหมด และ วุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูสำคัญในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระหลายแห่ง รวมถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางส่วน
ขณะเดียวกัน นายสมเกียรติ มองว่า หากมีการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ ควรกระจายวิธีการสรรหาองค์กรอิสระให้มีความหลากหลาย เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดจากจุดเดียวล้มทั้งระบบ พร้อมทั้งเปิดหลายช่องทางในการถอดถอนและตรวจสอบกรรมการองค์กรอิสระ อีกด้านหนึ่งองค์กรอิสระต้องมีวัฒนธรรมความรับผิด ไม่ใช่เพียงการประกาศว่าตนเองรับผิดชอบ แต่ต้องพร้อมเปิดเผยข้อมูล ตอบคำถามสังคม อธิบายเหตุผลในการตัดสินใจ และสามารถถูกลงโทษได้เมื่อใช้อำนาจผิดพลาด
ในช่วงท้าย นายสมเกียรติ ระบุอีกว่า กรณีของ กกต. วิกฤตความเชื่อมั่นส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการตอบคำถามสาธารณะ และไม่อธิบายเหตุผลของการตัดสินใจในหลายกรณี โดยเฉพาะประเด็นการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ส่วนในกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการโกงการเลือก สว. นั้น กกต. ควรนำคดีเข้าสู่กระบวนการศาลเพื่อให้มีการไต่สวนอย่างเปิดเผย และให้ศาลวางบรรทัดฐานว่าพฤติกรรมใดเป็นเพียงการรวมกลุ่มทางการเมืองตามปกติ และพฤติกรรมใดเข้าข่ายสมคบคิดหรือทุจริต หาก กกต. ยุติเรื่องโดยไม่ส่งให้ศาลพิจารณาทั้งที่ยังมีข้อสงสัยสำคัญ ก็อาจถือได้ว่าไม่ทำหน้าที่ในฐานะองค์กรผู้พิทักษ์อย่างที่ควรเป็น