พรรคประชาธิปัตย์ ซัดแก้ปัญหาน้ำมันรั่วกรุงเทพฯ ข้อมูลสับสนย้อนแย้ง ทำโจรลอยนวล ชูสแกนอัตลักษณ์น้ำมัน เหมือนลายนิ้วมือหาตัวการ


วันที่ 12 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายอภิมุข ฉันทวานิช และ นางสาวศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันแถลงข่าวถึงสถานการณ์ปัญหาน้ำมันปนเปื้อนในระบบระบายน้ำ และการติดตามตรวจสอบเหตุการณ์น้ำมันรั่วซึมในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างละเอียด


นายพงศกร กล่าวว่า ปัญหาน้ำมันรั่วซึมในเขตพื้นที่ยานนาวา คลองเตย และพระโขนง ซึ่งเป็นเขตพื้นที่รับผิดชอบและเขตคาบเกี่ยวของตนและนายอภิมุขนั้น นายพงศกร ระบุว่า จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และรับฟังการแถลงของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ทั้งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พบว่าการทำงานและการให้ข่าวสารของแต่ละหน่วยงานยังขาดการบูรณาการ และข้อมูลมีความย้อนแย้งกันเอง


“บางวันบอกว่าไม่รั่วมีแต่ซึม บางวันบอกเจอจุดรั่วแล้ว อีกวันบอกยังไม่เจอ ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนอย่างมาก การที่ กทม. ส่งเจ้าหน้าที่เขตไปเดินหากลิ่นมันไม่เพียงพอและทำงานยาก สิ่งที่ต้องทำด่วนที่สุดคือการตรวจอัตลักษณ์น้ำมัน หรือตรวจสูตรเฉพาะของแต่ละโรงกลั่น เพราะน้ำมันก็เหมือนลายนิ้วมือหากนำน้ำมันที่ปนเปื้อนไปตรวจแล็บ จะรู้ทันทีว่ามาจากโรงกลั่นของบริษัทใด จากนั้นค่อยย้อนไปเช็กแนวท่อขนส่งของบริษัทนั้นๆ ไม่ใช่ปล่อยให้สูบน้ำมันฟรีโดยไม่หาตัวการ จนกลายเป็นการปล่อยโจรลอยนวล” นายพงศกร กล่าว


โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอให้รัฐบาลเร่งตั้งวอร์รูมบูรณาการทำงานร่วมกัน พร้อมย้ำว่า ข้อเสนอของทีมโฆษกพรรค ไม่ใช่การโจมตีทางการเมือง แต่เป็นการเสนอแนวทางเร่งด่วนเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาอย่างจริงจัง


ขณะที่นายอภิมุข ฉันทวานิช รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุบริเวณถนนเชื้อเพลิง เขตยานนาวา-คลองเตย ว่าขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่เข้าควบคุมสถานการณ์เบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว แต่จากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ชาวบ้านได้กลิ่นเหม็นค้างมานานหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือนแล้ว จนกระทั่งฝนตกหนักและทนไม่ไหวจึงแจ้งประธานชุมชนและกรรมการชุมชนเพื่อประสานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ นายอภิมุข ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ประการ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

 1.เร่งหาต้นเหตุและจุดรั่วที่ชัดเจน ต้องระบุปริมาณการรั่วไหล หน่วยงานรับผิดชอบ และมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้ชัดเจน

2.ตรวจโครงสร้างพื้นฐานใต้ดินและอัปเดตแผนที่ กทม. ตรวจสอบระบบท่อน้ำมัน ท่อก๊าซ และท่อสารเคมีทั่วกรุงเทพฯ ไม่ใช่ตรวจเฉพาะจุดเกิดเหตุ เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

3. ประเมินและแจ้งเตือนภัยความเสี่ยง รัฐต้องแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา ทั้งความเสี่ยงการติดไฟ ไอระเหย และการปนเปื้อนในน้ำอุปโภคบริโภค การบอกเพียงแค่สถานการณ์ปกตินั้นไม่เพียงพอตราบใดที่ยังหาจุดรั่วไม่เจอ


ด้าน นางสาวศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมในมิติทางเทคนิคและการป้องกันระยะยาวว่า ทางวิทยาศาสตร์การพิสูจน์แหล่งที่มาของน้ำมันไม่ใช่เรื่องยาก เช่นเดียวกับคดีจับน้ำมันเถื่อนของกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือที่สามารถเข้าแล็บตรวจสอบสูตรน้ำมันได้ทันที ซึ่งน้ำมันใน กทม. ก็สามารถเทียบเคียงกับสูตรของแต่ละบริษัทได้เช่นกัน


นางสาวศิริภา ระบุต่อว่า มาตรการอัดแรงดันเทสท่อตามที่กระทรวงพลังงานระบุนั้น อาจไม่เพียงพอสำหรับท่อใต้ดินที่มีอายุการใช้งานเกิน 30 ปี โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ที่มีสภาพดินอ่อนตัวสูง จำเป็นต้องเพิ่มความถี่ในการทดสอบท่อเก่าตามอายุการใช้งาน


“หากรัฐบาลยังไม่สามารถหาจุดรั่วไหลและยืนยันความปลอดภัยให้คน กทม. ได้ สิ่งที่ต้องพิจารณาเร่งด่วนคือ 'การสั่งยกเลิกการขนส่งน้ำมันทางท่อทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร' ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าบริษัทเจ้าของท่อจะส่งมอบพิมพ์เขียว (Blueprint) แนวท่อใต้ดินทั้งหมดให้ กทม. อย่างถูกต้องเรียบร้อย ที่ผ่านมาผู้ว่าฯ ชัชชาติ เหมือนต้องงมเข็มในมหาสมุทรเพราะไม่มีพิมพ์เขียวทิ้งไว้ แต่บริษัทน้ำมันย่อมรู้ดีว่าท่อตัวเองอยู่ตรงไหน รัฐมนตรีและผู้ว่าฯ ต้องมีความจริงใจ ออกมาชี้ชัดว่าบริษัทใดต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่เอาเงินภาษีประชาชนไปจ่ายค่าน้ำมันและค่าแก้ไขปัญหาในท้ายที่สุด”