“พร้อมพงศ์” ชวนจับตา 14 ก.ย. พิสูจน์ศรัทธา กกต. เตรียมลงมติ “คดีฮั้ว สว.” ชูหลัก 3 เปิด สร้างความกระจ่าง คลายความแคลงใจ มีคำอธิบายชัดเจน ตรวจสอบได้ ยืนอยู่บนหลักกฎหมาย
วันที่ 12 กันยายน 2569 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดพิจารณาลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ว่า ถือเป็นอีกวันสำคัญในการพิสูจน์ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อ กกต. เพราะคดีดังกล่าวเป็นที่สนใจและมีข้อสงสัยในสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนที่นำมาเปิดเผย คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 เคยมีความเห็นว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหา 229 รายมีมูล ขณะที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เห็นว่าไม่มีมูลความผิด และล่าสุดยังมีรายงานเกี่ยวกับการกลับคำให้การของพยานบางราย ทำให้สังคมยิ่งจับตาว่า กกต.ชุดใหญ่ จะพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างไร
เมื่อสำนวนมีทั้งความเห็นที่สวนทางกัน มีประเด็นพยานหลักฐานที่สังคมตั้งคำถาม กกต. ต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดจึงเชื่อหรือไม่เชื่อหลักฐานแต่ละส่วน ส่วนตัวไม่ขอก้าวล่วงว่าผลการพิจารณาของ กกต. จะออกมาในทิศทางใด เพราะเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะต้องวินิจฉัยโดยอิสระตามข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และกฎหมาย แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ย่อมมีทั้งฝ่ายที่พอใจและไม่พอใจ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงมติออกมาอย่างไร แต่สังคมต้องเข้าใจด้วยว่าเหตุใดจึงมีมติเช่นนั้น
นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อไปว่า คดีนี้มีความเห็นในกระบวนการพิจารณาที่แตกต่างกัน และสังคมมีคำถามจำนวนมาก หาก กกต. ต้องการคลายความแคลงใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา การมีเพียงมติอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และยืนอยู่บนหลักกฎหมาย โดยไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันจากฝ่ายใด
ทั้งนี้ กกต. ควรยึดหลัก “3 เปิด” เพื่อสร้างความกระจ่างต่อสังคม
1. เปิดเหตุผล : มติที่ออกมาต้องมีคำอธิบายถึงเหตุผลสำคัญที่รองรับการวินิจฉัย โดยอ้างอิงข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายเปิดเผยได้ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจที่มาของการตัดสินใจ ไม่ใช่รับรู้เพียงผลของมติ
2. เปิดคำตอบต่อข้อสงสัย : ควรอธิบายประเด็นสำคัญที่สังคมตั้งคำถามต่อกระบวนการพิจารณาให้เกิดความกระจ่าง โดยต้องรักษาความเป็นธรรม ไม่ชี้นำความผิด และไม่กระทบสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา เพราะการตอบข้อสงสัยด้วยข้อเท็จจริง คือหนทางสำคัญในการคลายความคลางแคลงและฟื้นความเชื่อมั่นต่อองค์กร
3. เปิดทางให้กฎหมายเดินต่อ : ต้องดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายอย่างเสมอภาคและเที่ยงธรรม หากพยานหลักฐานเพียงพอต่อการดำเนินการตามกฎหมาย ก็ต้องเดินหน้าตามขั้นตอนโดยไม่เลือกปฏิบัติ แต่หากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา พร้อมอธิบายเหตุผลให้สังคมเข้าใจ
นายพร้อมพงศ์ ยังระบุในช่วงท้ายด้วยว่า “14 กันยายน สังคมไม่ได้จับตาเพียงว่ามติจะออกทางไหน แต่กำลังจับตาว่ามาตรฐานขององค์กรอิสระจะยืนอยู่ตรงไหน มติย่อมมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ เป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่ประชาชนควรได้รับคือเหตุผลที่ตรวจสอบได้ องค์กรอิสระต้องอิสระจากการแทรกแซง แต่ต้องไม่อิสระจากการตรวจสอบ ประชาชนย่อมสามารถตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง และวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายได้ ความโปร่งใสไม่ได้ทำลายองค์กรอิสระ แต่ความคลางแคลงต่างหากที่อาจจะทำลายความเชื่อมั่น ไม่ว่าคุณเป็นใคร อยู่ฝ่ายไหน หรือมีอำนาจแค่ไหน กฎหมายต้องมีมาตรฐานเดียว”