รัฐสภาผนึกกำลังองค์กรต้านคอร์รัปชัน ดันไทยสู่มาตรฐานสากล OECD ประกาศปักหมุดปี 71 ชูกลยุทธ์ “คน-กฎหมาย” นำร่องล้างบางโกง


วันที่ 11 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) จัดสัมมนาเรื่อง การยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของประเทศไทย ตามมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) โดย นายโสภณ ชารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา ซึ่งผู้เข้าร่วมงาน ประกอบด้วยเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐตุรกีประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศไทย ,ผู้แทนทางการทูต ,ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย , กรรมาธิการ ,ผู้บริหารองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ,ผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม ภาควิชาการ และ ผู้ทรงคุณวุฒิ


นายโสภณ ชารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดโครงการสัมมนาเรื่อง "การยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของประเทศไทยตามมาตรฐาน OECD” ว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในการประกาศจุดยืนต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต โดยไทยจำเป็นต้องยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน สร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลให้เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

     

ประธานรัฐสภา กล่าวว่า เมื่อเข้ารับตำแหน่งได้หารือกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายบริหารของรัฐสภา พร้อมประกาศนโยบายให้รัฐสภาเป็นหน่วยงานนำร่องด้านธรรมาภิบาล เพราะแม้องคาพยพของประเทศจะมีขนาดใหญ่ แต่รัฐสภามีบุคลากรประมาณ 3,000 กว่าคน และเป็นสถาบันที่มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมาย รวมถึงกำหนดกติกาเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต

      

“การป้องกันคอร์รัปชันต้องลงมือทำจริง ไม่ใช่เพียงการพูดถึงเจตนารมณ์ โดยแต่ละหน่วยงานต้องเริ่มจากสิ่งที่สามารถทำได้ก่อน แล้วขยายไปสู่การยกระดับทั้งระบบ พร้อมยกตัวอย่างการบริหารงานภายในรัฐสภา โดยเฉพาะกระบวนการสอบบรรจุบุคลากรที่ต้องให้ความสำคัญทั้งความรู้และความสามารถในการปฏิบัติงานจริง” นายโสภณ กล่าว


ประธานรัฐสภา กล่าวถึงระบบธรรมาภิบาลว่า ต้องเดินควบคู่กัน 2 ด้าน คือธรรมาภิบาลกับคนและธรรมาภิบาลกับกฎหมายและงบประมาณ เพราะแม้จะมีกฎหมายที่ดี แต่หากคนขาดการพัฒนาและจิตสำนึกความรับผิดชอบ ก็อาจหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์และกระทำผิดได้ ขณะเดียวกัน หากบุคลากรมีคุณภาพ แต่กฎหมายและระเบียบล้าสมัย ก็ไม่สามารถสร้างระบบที่สมบูรณ์ได้ ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันต้องพัฒนาคนให้มีความรู้ ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกในการปฏิบัติตามกติกา เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง


จากนั้น นายโสภณ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) ระหว่างคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม

นายอาสพลธ์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษ “บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ OECD” ว่า การจัดงานมีเป้าหมายให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงความมุ่งมั่นของฝ่ายนิติบัญญัติในการร่วมผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. พร้อมสนับสนุนภาคประชาชนและภาคประชาสังคมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ


“การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เพื่อเดินหน้าปราบปรามการทุจริตอย่างใกล้ชิดและเป็นรูปธรรม พร้อมให้คำมั่นว่าจะผลักดันภารกิจดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง” นายอาสพลธ์ กล่าว


นายวิเชียร พงศธร รองประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวถึงบทบาทของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ OECD ว่า การเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิก OECD มีความสำคัญต่อประเทศไทย เพราะประเทศสมาชิก OECD ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติและส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนไทย

      

นายวิเชียร กล่าวด้วยว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ทำงานมากว่า 15 ปี โดยเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน และภาควิชาการ รวมถึงพัฒนาเครื่องมือเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมย้ำว่า การลงนาม MOA ในครั้งนี้ ยังไม่ใช่ความสำเร็จ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของเจตนารมณ์ที่เข้มแข็ง จากนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างผลงาน แก้ไขปัญหาการทุจริต และยกระดับระบบธรรมาภิบาลของประเทศไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม