พรรคประชาชน แถลงสรุปงบ กทม. ปี 70 เบรกโครงการรถขยะ EV ไร้รายละเอียด-ส่อไม่โปร่งใส หวั่นงบลงทุนเขตลดลงจนกระทบประชาชน ลุยอภิปรายวาระ 2-3 ต่อ 15 ก.ย. นี้
วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่สภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา เขตดินแดง คณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2570 ในสัดส่วนพรรคประชาชน ได้ร่วมกันแถลงข่าวสรุปผลการพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2570
โดยนายฉัตรชัย หมอดี สก.เขตบางนา พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้เสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว โดยงบประมาณรวมกว่า 93,000 ล้านบาท ได้ถูกปรับลดไปกว่า 2,600 ล้านบาท และมีการแปรญัตติกลับมาในจำนวนใกล้เคียงกันคือกว่า 2,600 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้ให้ข้อสังเกตในโครงการต่างๆ ที่กรุงเทพมหานครจัดทำขึ้นเพื่อนำไปพัฒนากรุงเทพมหานคร
นายฉัตรชัยกล่าวต่อว่า ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่สภากรุงเทพมหานครมีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณฯ ผ่านทางเฟซบุ๊กและยูทูปของสำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งเปิดให้ประชาชนร่วมติดตามตลอดการพิจารณากว่า 23 ครั้ง รวมระยะเวลากว่า 250 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ยังเป็นปีแรกที่พรรคประชาชนส่งตัวแทนบุคคลภายนอก 4 ท่าน เข้ามาร่วมเป็นกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ ได้แก่ 1. นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ สื่อสารมวลชน ซึ่งเข้ามาสะท้อนมุมมองของประชาชนเพื่อเป็นข้อสังเกตแก่คณะกรรมการฯ 2. นายวรภพ วิริยะโรจน์ นักนโยบายพรรคประชาชน เข้ามาวิเคราะห์นโยบายและให้ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการฯ 3. นายอริธัชย์ ยอดไชยเกียรติ นักนโยบายพรรคประชาชน ซึ่งทำงานร่วมกับพรรคและทำงานในพื้นที่ กทม. มายาวนาน นำมุมมองและข้อคิดเห็นมาเสนอแนะ และ 4. ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ที่เข้ามาวิเคราะห์โครงสร้างและแบบก่อสร้างของสำนักการโยธา สำนักการระบายน้ำ และสำนักต่างๆ โดยนำมุมมองและแนวทางทางวิศวกรรมเข้ามาเสริม ทำให้การพิจารณามีความรอบด้านมากขึ้น
ต่อมา ศ.ดร.อมร ได้ให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเชิงวิศวกรรมโครงสร้างต่องบประมาณด้านโยธาของ กทม. รวม 8 ข้อ โดยระบุว่า งบประมาณด้านโยธาเป็นงบประมาณจำนวนมาก เฉพาะสำนักการโยธาอย่างเดียวมีวงเงินกว่า 8,000 ล้านบาท และยังมีงานโยธาที่กระจายอยู่ใน 50 สำนักงานเขตอีกหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงานโครงสร้างพื้นฐาน การระบายน้ำ และการสัญจรที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยมีข้อสังเกต 8 ประการ ประการแรกคือเรื่องความพร้อมในการตั้งงบประมาณ ซึ่งต้องมีแบบก่อสร้างที่พร้อม ได้รับกรรมสิทธิ์ในการใช้พื้นที่ และมีการสำรวจสภาพพื้นที่จริงก่อนเข้าไปดำเนินงาน
ประการที่ 2 คือความสัมพันธ์ระหว่างแผนงาน งบประมาณ และประสิทธิภาพการเบิกจ่าย เนื่องจากงานโยธาหลายโครงการเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ผูกพันหลายปี จึงต้องเตรียมงบประมาณให้พร้อมและบริหารการเบิกจ่ายให้มีประสิทธิภาพ
ประการที่ 3 เสนอให้มีการจัดทำฐานข้อมูลกลางของโครงสร้างสาธารณะ โดยควรมีระบบ Scoring หรือการให้คะแนนการเสื่อมสภาพของถนน สะพาน ท่อระบายน้ำ และเขื่อน รวมถึงนำข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่น ภาพถ่าย วิดีโอ และคะแนนการเสื่อมสภาพ มาใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณ นอกเหนือจากการฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน
ประการที่ 4 คือการวางระบบงานอย่างเป็นบูรณาการ โดยการปรับปรุงถนนหรือระบบระบายน้ำต้องมองภาพรวม ไม่ทำเป็นจุดๆ เช่น ถนนพังถึงชั้นดินใต้ฐานแต่ซ่อมแค่พื้นผิว หรือการทำท่อระบายน้ำที่ต้องมองเชื่อมโยงไปถึงคลองและระบบสูบน้ำ
ประการที่ 5 คือเน้นการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน โดยควรให้ความสำคัญกับงบเตรียมความพร้อมปั๊มน้ำและการลอกท่อระบายน้ำก่อนเกิดเหตุน้ำท่วมขัง เพราะการป้องกันมีต้นทุนถูกกว่าการตามแก้ไขปัญหาหลังเกิดเหตุ
ประการที่ 6 คือการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและ AI เข้ามาตรวจเช็กความผิดปกติของรายการแสดงปริมาณงานและราคาเทียบกับแบบก่อสร้าง เพื่อตรวจสอบความซ้ำซ้อนหรือปริมาณงานที่เกินจริงเมื่อเทียบกับราคากลาง ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้มาก
ประการที่ 7 คือการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดให้เหมาะสม โดยควรเปลี่ยนจากตัวชี้วัดเชิงผลผลิต เช่น เบิกจ่ายได้กี่บาท หรือทำถนนได้กี่เมตร ไปสู่ตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ เช่น ปัญหาน้ำท่วมลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ เสียงร้องเรียนลดลงเท่าใด หรือจุดเสี่ยงอุบัติเหตุลดลงมากน้อยแค่ไหน
และประการสุดท้าย คือการกำหนดมาตรฐานกลางงานโยธาของทั้ง 50 เขต เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ป้องกันกรณีที่บางเขตถนนเสียหายหนักแต่ไม่ได้ตั้งงบ ขณะที่บางเขตเสียหายเล็กน้อยกลับมีการเสนองบประมาณ
ขณะที่นายอริธัชย์ ได้ชี้แจงขั้นตอนการดำเนินงานต่อจากนี้ว่า รายงานของคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้รับการรับรองเรียบร้อยแล้ววันนี้ และสภากรุงเทพมหานครมีกำหนดเปิดประชุมเพื่อพิจารณาลงมติในวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 15 กันยายน 2569 ในรายการที่มีการตัดปรับลดหรือสงวนความเห็นไว้
ทั้งนี้ นายอริธัชย์ได้เปิดเผยถึง 3 ประเด็นสำคัญเชิงนโยบายจากการพิจารณางบประมาณปี 2570 โดยประเด็นแรกพบว่า งบลงทุนของสำนักงานเขตในปีนี้มีสัดส่วนลดลงจากปีก่อนๆ 15-25 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้การซ่อมแซมถนน ทางเท้า หรือตรอกซอกซอยที่ชำรุดเสียหายในหลายพื้นที่ยังไม่ได้รับการตั้งงบประมาณแก้ไขเหมือนปีที่ผ่านมา
ประเด็นต่อมาคือ โครงการของฝ่ายบริหาร กทม. ที่ผ่านมาร่วม 3 เดือนนับแต่เลือกตั้ง ยังไม่พบโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายที่เคยหาเสียงไว้อย่างเป็นรูปธรรม หลายโครงการยังเป็นโครงการต่อเนื่องจากผู้บริหารชุดเก่า หรือเป็นนโยบายที่ขาดความต่อเนื่องและยังไม่มีรูปแบบโครงการที่ชัดเจนทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร
และประเด็นสุดท้ายคือ ข้อสังเกตเรื่องโครงการรถขยะพลังงานไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งคณะอนุกรรมการวิสามัญงบประมาณในสัดส่วนพรรคประชาชนทั้ง 15 คนยืนยันจุดยืนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถพลังงานสะอาด เพื่อประหยัดงบประมาณและลดมลพิษ เช่นเดียวกับที่เคยเสนอข้อบัญญัติรถเมล์อนาคตในปี 2566 อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการเช่ารถขยะ EV ซึ่งเป็นโครงการผูกพันระยะยาวที่ กทม. เสนอเข้ามาในรายการแปรญัตติปีนี้ พรรคประชาชนได้ลงมติปรับตัดออกรวม 3 โครงการ เนื่องจากพบว่ารายละเอียดยังไม่มีความพร้อม ขาดผลการทดสอบที่ชัดเจนว่าจะคุ้มค่ากับเงินงบประมาณของประชาชนอย่างไร โดยจะนำรายละเอียดไปอภิปรายอย่างรอบด้านในวาระ 2 และ 3 ในการประชุมสภา กทม. วันที่ 15 กันยายนนี้
ช่วงท้าย นายฉัตรชัยได้กล่าวเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามการอภิปรายงบประมาณของ สก.พรรคประชาชน ในวาระ 2 และ 3 วันที่ 15 กันยายนนี้ เพื่อติดตามการทำงานและอภิปรายในโครงการสำคัญต่างๆ ที่ได้ขอสงวนไว้ เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าสูงสุดต่อชาวกรุงเทพมหานคร