ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ดัน "สงขลาโมเดล" ยกระดับปราบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นวาระจังหวัด  ปิดช่องว่างการบังคับใช้กฎหมายและเร่งสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดน

     

วันที่ 11 ก.ย. 2569  นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวภายหลังนำคณะ  ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เป็นประธานการประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ “ปัญหาการป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าและการผลักดันมาตรการป้องกันการแทรกแซงนโยบายจากอุตสาหกรรมยาสูบ” โดยมี นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายประทีป อุ่ยเจริญ ปลัดจังหวัดสงขลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา สถานีตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ด่านศุลกากรสงขลา สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา เข้าร่วม

นายทรงศัก กล่าวว่า ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กและเยาวชน ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหน้าที่ด้านการบังคับใช้กฎหมาย การศึกษา สาธารณสุข และการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐตามหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ตรวจสอบว่าหน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยประเด็นบุหรี่ไฟฟ้าพบว่ายังมีช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย ส่งผลให้การแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งนอกจากส่งผลต่อสุขภาพแล้ว ยังอาจนำไปสู่ปัญหายาเสพติดและปัญหาสังคมในระยะยาว

  ที่ผ่านมา ผู้ตรวจการแผ่นดินได้รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงาน ผู้เชี่ยวชาญ และภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงลงพื้นที่จังหวัดชายแดน เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ โดยมุ่งพิจารณาปัญหาในหลายมิติ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน การปรับปรุงกฎหมาย และการป้องกันการแทรกแซงนโยบายจากผู้มีส่วนได้เสียในอุตสาหกรรมยาสูบ เพื่อรวบรวมเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรี

   ทั้งนี้หลังรับฟังข้อมูลจากนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ยอมรับว่า พบการแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยมีปัจจัยสำคัญจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่เป็นอันตรายและสามารถใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย ประกอบกับรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีสีสัน กลิ่นและรสชาติหลากหลาย รวมถึงการจำหน่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่าย

  นอกจากนี้ จังหวัดสงขลามีพื้นที่ติดกับประเทศมาเลเซีย ทำให้มีความเสี่ยงต่อการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าตามช่องทางธรรมชาติและพื้นที่ชายแดน โดยในช่วงที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจับกุมและตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินคดีรวม 55 คดี และพบคดีสำคัญในพื้นที่อำเภอสะเดา ซึ่งสามารถตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าได้เป็นจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 2.5 ล้านบาท 

ส่วนด้านการปราบปราม ได้เพิ่มความเข้มข้นในการตั้งจุดตรวจ การสืบสวนหาข่าว การสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดน รวมถึงตรวจสอบร้านค้า ร้านค้าในชุมชน และบริษัทขนส่งเอกชน โดยเฉพาะพื้นที่โดยรอบสถานศึกษา เพื่อดำเนินการกับผู้ลักลอบจำหน่ายและนำเข้าอย่างจริงจัง

โดยที่ประชุมได้รับฟังข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงบทบาท ภารกิจ และการดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นต่อเด็กและเยาวชน โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 รายงานว่าได้ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยบูรณาการในการจัดการเรียนการสอนและสร้างความตระหนักถึงโทษและพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งติดตามเด็กกลุ่มเสี่ยงและประสานผู้ปกครอง ตลอดจนเฝ้าระวังร้านค้ารอบสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดจากการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ และปัญหาสภาพแวดล้อมในครอบครัวและชุมชน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไข

      ขณะที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล ได้ดำเนินมาตรการป้องกัน ดูแล และช่วยเหลือนักเรียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมขับเคลื่อนโรงเรียนต้นแบบการไม่สูบบุหรี่ ปัจจุบันมีโรงเรียนต้นแบบ 4 แห่ง และมีแผนขยายผลโรงเรียนต้นแบบให้ครอบคลุมสถานศึกษาหลากหลายสังกัด โดยเน้นการสร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญคือการควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนนอกสถานศึกษา จึงจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือกับครอบครัวและชุมชน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา ในฐานะหน่วยประสานและรวบรวมข้อมูลของสถานศึกษาทุกสังกัดในจังหวัด ซึ่งมีสถานศึกษาประมาณ 696 แห่ง ได้ดำเนินการสร้างการรับรู้แก่เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชน เกี่ยวกับโทษ พิษภัย และผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้า ผ่านการประสานงานกับหน่วยงานการศึกษาและการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ

      ด้านสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 รายงานว่า ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา มีการจับกุมบุหรี่ต่างประเทศมูลค่าประมาณ 90 ล้านบาท และบุหรี่ไฟฟ้ามูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท โดยพื้นที่ชายแดนจังหวัดสงขลาเป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญที่มีการลักลอบนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะบริเวณด่านศุลกากรปาดังเบซาร์และด่านศุลกากรสะเดา ซึ่งมีปริมาณการเดินทางเข้า-ออกสูง จึงมีข้อจำกัดด้านกำลังเจ้าหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกและตรวจค้น นอกจากนี้ ผู้ลักลอบนำเข้ายังปรับเปลี่ยนรูปแบบการกระจายสินค้า โดยใช้ช่องทางออนไลน์และบริษัทขนส่งเอกชน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องบูรณาการตรวจสอบเส้นทางการขนส่งอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดสามารถตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าได้ประมาณ 4,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีการประสานกำลังกับฝ่ายทหารและตำรวจในพื้นที่เสี่ยง เพื่อสกัดการลักลอบนำเข้าและกระจายสินค้า ทั้งนี้ มีแนวคิดนำเทคโนโลยี CCTV และโดรนมาใช้เฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและการดูแลรักษาอุปกรณ์

สำหรับสถิติการจับกุมของด่านศุลกากรสงขลาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการสืบสวนและปราบปรามประมาณ 1,095 ครั้ง จับกุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าได้ 267 คดี มูลค่าของกลางรวมกว่า 57.7 ล้านบาท โดยเฉพาะคดีบุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นทั้งการขยายตัวของการแพร่ระบาดและความต้องการของตลาด

ขณะที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา รายงานว่า จากการสำรวจกลุ่มนักเรียนอาชีวศึกษา พบผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 15–19 ปี และได้ดำเนินงานทั้งด้านการป้องกันและการบำบัด โดยมีคลินิกบำบัดในโรงพยาบาล 17 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลประมาณ 175 แห่ง รวมถึงทำงานร่วมกับศึกษาธิการจังหวัด กลุ่มเยาวชน Gen Z และโครงการ To Be Number One เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันการเข้าสู่วงจรการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

ที่ประชุมยังหารือแนวทางการยกร่าง แก้ไข และปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับในการควบคุมและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า แต่การบังคับใช้ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัด โดยมีข้อเสนอให้กำหนดฐานความผิดและอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีบุหรี่ไฟฟ้าที่อยู่ภายในประเทศแล้ว รวมทั้งทบทวนบทลงโทษให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิด ตลอดจนพิจารณากระบวนการระงับคดีให้ไม่เปิดช่องให้ผู้กระทำผิดกลับมากระทำความผิดซ้ำ

ทั้งนี้ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินจะเสนอให้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าเป็น “วาระแห่งชาติ” และให้มีกลไกประสานงานที่ชัดเจนในระดับประเทศ รวมทั้งเสนอให้ทบทวนและแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะนิยามของบุหรี่ไฟฟ้าและฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ สำหรับจังหวัดสงขลา เห็นควรให้เป็น “จังหวัดนำร่อง” ในการยกระดับการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าเป็นวาระจังหวัด โดยไม่จำเป็นต้องรอการกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกลไกขับเคลื่อน และติดตามผลอย่างต่อเนื่องทุก 2–3 เดือน ครอบคลุมทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน ตลอดจนการแก้ไขปัญหาด้านกฎหมายและการบริหารจัดการ

นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปิดช่องว่างระหว่างโรงเรียนกับครอบครัว รวมถึงเร่งแก้ไขปัญหาการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตำรวจ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้มีระบบติดตาม ตรวจสอบ และดำเนินการกับการโฆษณาและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ

ในส่วนของพื้นที่ชายแดน ยังเสนอให้พัฒนากลไกความร่วมมือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้าส่วนประกอบหรือสารที่สามารถนำไปใช้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้า และผลักดันให้ประเทศไทยมีกฎหมายภายในที่สอดคล้องกับหลักการตามกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก โดยเฉพาะมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและการแทรกแซงนโยบายจากผู้มีส่วนได้เสียในอุตสาหกรรมยาสูบ

ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดสงขลาสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอผลการ