“พลพีร์” ตรวจสอบสุสานยิว จ.ฉะเชิงเทรา พบฝัง 4 ร่างไม่แจ้งทางการ สั่งระงับเคลื่อนย้าย-เร่งพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล กำชับตรวจสอบเส้นเงินและสิทธิถือครองที่ดิน ขีดเส้นรายงานความคืบหน้าภายใน 13 ก.ย.
เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 11 กันยายน 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจสุสาน JEWISH CEMETERY THAILAND ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา โดยมี น.ส.ฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายพีรพล ลือล่า ปลัดจังหวัดฉะเชิงเทรา นายเอกราช กฤตยพงษ์ นายอำเภอบางคล้า พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วมลงพื้นที่
นายพลพีร์ เผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า “สถานที่ดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการสุสานหรือฌาปนสถานตามกฎหมาย” และมิได้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น โดยตรวจพบร่างผู้เสียชีวิตภายในพื้นที่รวม 4 ร่าง แบ่งเป็นหลุมที่โบกปูนปิดทับและสลักชื่อบนหินอ่อนแล้ว 3 หลุม ซึ่งระบุปีที่เสียชีวิตตั้งแต่ปี ค.ศ. 2023 จำนวน 1 ร่าง และระบุปี ค.ศ. 2025 กับ ค.ศ. 2026 อีกจำนวน 2 ร่าง อันเป็นหลักฐานชัดเจนว่านำเข้ามาฝังในช่วงที่ไม่มีใบอนุญาต ส่วนอีก 1 ร่างยังคงอยู่ภายในเต็นท์คลุมด้วยสแลนที่ยังไม่ได้โบกปูน ซึ่งคาดว่านำเข้ามาในปีนี้เช่นเดียวกัน
“ประเด็นสำคัญเร่งด่วนในขณะนี้มิใช่เรื่องที่ทางบริษัทประสานจะขอย้ายร่างผู้เสียชีวิต แต่คือ “การตรวจสอบและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล” ว่าทั้ง 4 ร่างเป็นชาวต่างชาติตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ และตรงกับชื่อที่สลักไว้หรือไม่ เนื่องจากฝ่ายปกครองท้องที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เคยได้รับแจ้งข้อมูลการเสียชีวิต จึงได้มอบหมายให้กรมการปกครองร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดว่า เกิดจากเหตุธรรมชาติ อุบัติเหตุ หรือมีเหตุประทุษร้าย เพื่อป้องกันการอำพรางศพในราชอาณาจักร พร้อมสั่งการให้บริษัทนำส่งเอกสารหลักฐานรับรองตัวบุคคลและสาเหตุการเสียชีวิตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ก่อนอนุญาตให้เคลื่อนย้าย” นายพลพีร์ กล่าว
นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า สำหรับความประสงค์ที่จะย้ายร่างไปยังสุสานย่านเจริญกรุง ซึ่งมีพื้นที่เช่าของบริษัทและปัจจุบันมีหลุมศพของชาวอิสราเอลอยู่แล้วประมาณ 49 หลุมนั้น ยังคงต้องตรวจสอบความพร้อมของสถานที่รองรับควบคู่กับเอกสารแสดงตัวตนของผู้ตาย ส่วนข้อสงสัยเรื่องการได้รับใบอนุญาตเมื่อปี พ.ศ. 2564 ทั้งที่พื้นที่ติดแหล่งน้ำและถนนสาธารณะจนไม่ได้รับการต่ออายุในปี พ.ศ. 2566 นั้น ทางนายอำเภอรายงานว่า ในอดีตถนนบางเส้นอาจยังไม่ได้ยกสถานะเป็นทางหลวงหรือถนนสาธารณะตามระเบียบ แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในปัจจุบันถือว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน และทางจังหวัดจะจัดทำรายงานข้อเท็จจริงส่งไปยังศาลปกครอง เพื่อประกอบการพิจารณาคดีที่มีการยื่นฟ้องร้องและบรรเทาความกังวลของประชาชนในพื้นที่ต่อไปด้วย
“ส่วนด้านการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน พบว่าดำเนินการซื้อขายโดย บริษัท การชาบัต จำกัด บนเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ มูลค่าราว 20 ล้านบาท ซึ่งผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลสัญชาติอิสราเอลที่ได้รับสัญชาติไทยจำนวน 3 ราย จึงมีสิทธิซื้อที่ดินตามกฎหมาย แต่จากการตรวจสอบพบว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับสถานประกอบการในพื้นที่ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต รวมถึงเครือข่ายธุรกิจในจังหวัดชลบุรี ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายวรศิษฐ์ เลียงประสิทธิ์) ได้เคยเข้าตรวจค้น และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ออกหมายเรียกไว้แล้ว หากตรวจพบการกระทำผิดจริง ภาครัฐสามารถดำเนินการอายัดทรัพย์สิน เพิกถอนสัญชาติไทย และผลักดันออกนอกราชอาณาจักรได้”
นายพลพีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ว่าในพื้นที่สุสานแห่งนี้จะยังไม่พบความผิดมูลฐานด้านการฟอกเงิน แต่เครือข่ายที่จังหวัดชลบุรีมีพฤติการณ์ชัดเจนในการใช้นอมินีถือครองที่ดิน โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจต่าง ๆ โดยกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงาน ป.ป.ท. และกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกันสืบสวนขยายผลมาร่วมเดือน และมีกำหนดประชุมร่วมกัน ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรวบรวมโครงข่ายขบวนการทั้งหมดนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
“ทั้งนี้ พฤติการณ์การลักลอบนำร่างผู้เสียชีวิตเข้ามาฝังโดยไม่มีใบอนุญาตและไม่แจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ท้องที่ ถือเป็นความผิดปกติที่ส่อเจตนาจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จึงได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา และรองอธิบดีกรมการปกครอง พิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อดำเนินคดีให้ครอบคลุมรอบด้าน เนื่องจากการบังคับใช้เพียงพระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 ซึ่งมีอัตราโทษปรับเพียง 2,000 บาทนั้น ไม่เพียงพอต่อการป้องปรามการกระทำความผิด โดยเจ้าหน้าที่จะเร่งสรุปข้อมูลเพื่อดำเนินการอย่างเร่งด่วนต่อไป” นายพลพีร์ กล่าว
ขีดเส้นรายงานความคืบหน้าตรวจสอบสุสานเถื่อนแปดริ้ว ภายใน 13 ก.ย.
จากนั้น เวลา 10.40 น. นายพลพีร์ ประชุมติดตามความคืบหน้าจากกรณีการตรวจสุสาน JEWISH CEMETERY THAILAND และติดตามประเด็นด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ณ ที่ว่าการอำเภอบางคล้า โดยมี น.ส.ฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายพีรพล ลือล่า ปลัดจังหวัดฉะเชิงเทรา นายเอกราช กฤตยพงษ์ นายอำเภอบางคล้า พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม
นายพลพีร์ กล่าวว่า สำหรับกรณีการใช้พื้นที่เพื่อตั้งสุสานเถื่อน ประเด็นที่ขอออกเป็นคำสั่งอย่างชัดเจนในวันนี้ คือทางจังหวัดต้องทำสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขอยื่นใช้พื้นที่แห่งนี้ตั้งแต่ปี 2564 เอกสารหลักฐานและสภาพภูมิศาสตร์ในขณะนั้นถูกต้องครบถ้วนตามเกณฑ์การออกใบอนุญาตสุสานหรือไม่ และอะไรคือความเปลี่ยนแปลงระหว่างปี 2564 จนถึงวันที่ 1 มกราคม 2567 ที่ทำให้สถานที่นี้ไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งท่านนายอำเภอบางคล้าในฐานะที่เคยรับผิดชอบพื้นที่และเป็นหนึ่งในผู้อนุมัติตั้งแต่แรก ย่อมมีข้อมูลเชิงลึกที่ต้องนำมารายงานให้ชัดเจน
“ประการต่อมา ทั้งทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อเช็กทั้ง 4 ร่างที่พบว่าเป็นชาวอิสราเอลจริงหรือไม่ เดินทางเข้ามาเมื่อไหร่ ถือวีซ่าประเภทใด และมีสาเหตุการเสียชีวิตจากอะไร สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือหากร่างในหลุมปูนไม่ใช่ชาวต่างชาติ แต่เป็นพี่น้องคนไทยของเราที่เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุแล้วถูกนำมาสวมรอย เรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่มาก ยิ่งไปกว่านั้น วันที่เทปูนทับหลุมยังระบุเป็นปี 2025 และปี 2026 ซึ่งเมื่อเทียบปีศักราชแล้วถือว่าเกิดขึ้นหลังปี 2566 มีความผิดปกติอย่างชัดเจน เราจะปล่อยให้ใครก็ตาม แม้จะถือสัญชาติไทย มาทำตามอำเภอใจบนผืนแผ่นดินไทยไม่ได้ กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย” นายพลพีร์ กล่าว
นายพลพีร์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องยกระดับตรวจสอบอย่างจริงจังไปทั่วประเทศ รวมไปถึงสุสานที่เจริญกรุง ในกรุงเทพฯ ซึ่งเปิดดำเนินการถูกต้องและมีคนไทยเป็นเจ้าของ แต่กลับมีกลุ่มชาวต่างชาติไปเช่าพื้นที่และนำร่างไปฝังไว้ถึง 49 หลุมนั้น ก็ต้องตรวจสอบย้อนหลังทั้งหมดว่าพวกเขาคือใคร มาอย่างไร และเสียชีวิตจากสาเหตุใด การจะเคลื่อนย้ายหรือนำศพมาฝังโดยไม่ผ่านโรงพยาบาล ไม่มีการชันสูตร และไม่มีใบมรณบัตรตามระเบียบราชการ จะทำเหมือนเป็นรถขายไอติมนึกจะจอดจะเทปูนตรงไหนก็ทำไม่ได้ ขณะเดียวกัน กรมการปกครองต้องจัดทำระบบฐานข้อมูลดิจิทัลที่ชัดเจน สรุปยอดสุสานและฌาปนสถานทั่วประเทศ ทั้งที่มีและไม่มีใบอนุญาต โดยจำแนกตามกลุ่มศาสนาให้ครบถ้วน ไม่ปล่อยให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนเหมือนที่ผ่านมา
“สำหรับพื้นที่เกิดเหตุ หากครบกำหนดคำสั่ง 7 วันของท่านผู้ว่าฯ แล้วทางฝ่ายผู้ครอบครองยังไม่ยินยอมเคลื่อนย้ายร่างออกไป จังหวัดจะต้องเตรียมแผน 1, 2 และ 3 รองรับไว้ทันที ทั้งเรื่องการบังคับใช้กฎหมายในการรื้อถอน การคิดค่าใช้จ่าย ผู้รับจ้างรื้อถอน ตลอดจนสถานที่รองรับร่างผู้เสียชีวิตให้ถูกต้องตามหลักศาสนา เราเป็นประเทศที่มีขื่อมีแป จะขุดขึ้นมาแล้วนำไปลอยแม่น้ำไม่ได้ รายละเอียดทั้งหมดนี้ รวมถึงข้อเท็จจริงว่าญาติของผู้เสียชีวิตรับทราบหรือไม่ ต้องมีคำตอบที่ชัดเจนและนำมารายงานผมในการประชุมวันอาทิตย์นี้ ภายในเวลา 16.00 น. ด้วย” นายพลพีร์ กล่าว
นายพลพีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการถือครองที่ดิน แม้ทางบริษัทจะมีชื่อผู้ก่อตั้งเป็นบุคคลต่างชาติที่แปลงสัญชาติเป็นไทย ซึ่งตามข้อกฎหมายสามารถถือครองที่ดินได้ เราจึงต้องไปมุ่งเน้นสืบสวนในประเด็นการละเมิดกฎหมายด้านอื่น ๆ แทน โดยเฉพาะพระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทยต้องสั่งการไปยังทุกจังหวัดให้สรุปข้อมูลสถานประกอบการเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม และหากพบจุดใดที่มีการกระทำผิดกฎหมาย ต้องดำเนินคดีตามกระบวนการอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น
นายพลพีร์ กล่าวเน้นย้ำในช่วงท้ายถึงการติดตามความคืบหน้า ในการลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีการลงพื้นที่จับกุมสถานบันเทิงผิดกฎหมายที่พบทั้งยาเสพติดและเด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 โดยมีผู้นำท้องที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยได้สั่งการให้ทางจังหวัดได้ยกระดับการทำงาน เร่งตรวจสอบความผิดของผู้นำท้องที่ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อดำเนินมาตรการทางวินัย และดำเนินการตามกฎหมายอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการปล่อยให้บุคคลที่กระทำผิดยังคงปฏิบัติหน้าที่และรับเงินเดือนตามปกติ สิ่งสำคัญคือการทำงานของกระทรวงมหาดไทยเราจะปล่อยให้ขั้นตอนใดล่าช้าไม่ได้ เพราะเราจะต้องเป็นต้นแบบของการจัดระเบียบสังคมให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ สร้างความถูกต้อง และความยุติธรรมให้กับความผาสุกของพี่น้องประชาชนอย่างทันท่วงที