“สาทิตย์” จวกยับ ปธ.กมธ.งบประมาณ 2570 อุ้ม กกต. ปิดทางซักคดีฮั้ว สว. ย้ำ 14 ก.ย. โอกาสสุดท้ายส่งสำนวนฟ้องศาล ด้าน “พงศกร” เผยมติ สส.ปชป. โหวตไม่เห็นชอบงบฯ 70 ไร้อนาคต-ซ่อนเร้น-เลี่ยงกฎหมาย


เมื่อเวลา 17.05 น. วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายในมาตรา 32 งบประมาณขององค์กรอิสระ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติรายจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตอนหนึ่ง ว่า การพิจารณางบประมาณมาตรา 32 ในครั้งนี้มีความผิดปกติอย่างมาก โดยเฉพาะในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการ (กมธ.) งบประมาณเสียงข้างมาก ตนได้รับข้อมูลว่า เมื่อครั้งที่เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้ามาชี้แจง และมี กมธ. ซักถามถึงงบฯ ในการสืบสวนสอบสวนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สัมพันธ์กับช่วงที่มีการทำคดีฮั้ว สว. โดยมีการทวงถามถึงความคืบหน้าของคดีฮั้ว สว. แต่เลขาธิการ กกต. กลับไม่ตอบคำถาม และประธาน กมธ.งบฯ เองก็รับลูกกลับตัดบท รีบปิดการชี้แจงและเดินออกจากห้อง โดยไม่เปิดโอกาสให้ กมธ. ได้ซักถามในรอบที่สองตามธรรมเนียมปฏิบัติ โดยอ้างว่ามองไม่เห็นว่ามี กมธ.งบฯ ท่านอื่นๆ ที่รอตั้งคำถาม ต่อเลขาฯ กกต.  

พฤติกรรมนี้ทำให้รู้สึกได้ว่ามีความพยายามจะอุ้ม กกต. เพื่อไม่ให้เผชิญกับคำถามที่อาจส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองบางพรรค ทั้งที่ กกต. เป็นองค์กรอิสระที่ใช้งบประมาณแผ่นดินตลอด 23 ปีที่ผ่านมาไปแล้วกว่า 70,000 ล้านบาท หาก กกต. ซึ่งเป็นประตูบานแรกของการเมืองไทยบิดเบี้ยวเสียเอง ย่อมเป็นการทำลายหลักการระบอบประชาธิปไตย พร้อมกล่าวต่อไปโดยชี้ถึงความล้มเหลวในการปฏิบัติภารกิจของ กกต. 3 ด้าน คือ 

1. การออกระเบียบที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม กกต. ออกระเบียบรับรองคุณสมบัติผู้สมัคร สว. หลวมเกินไป จนเปิดช่องให้มีการกรอกประวัติแบบเท็จ เช่น การระบุประสบการณ์ทำงานว่า “ทำบ้าน” รวมทั้งการตั้งนายอำเภอสังกัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับอำเภอ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงโดยพรรคการเมืองที่กำกับดูแลกระทรวง 

2. ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง กกต. ได้รับงบประมาณสำหรับหน่วยเคลื่อนที่เร็วและหน่วยสืบข่าว แต่กลับปล่อยให้เกิดขบวนการทำโพย สว. และการรวมตัวฮั้วคะแนนในโรงแรมรัศมีรอบพื้นที่การจัดเลือกตั้งระดับประเทศอย่างเปิดเผย โดยไม่มีการเข้าไปตรวจสอบ 

3. การใช้อำนาจกึ่งตุลาการของ กกต. ไม่ยึดบรรทัดฐานเดิมที่เคยส่งเรื่องแลกคะแนน สว. ให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ทั้งที่พฤติการณ์ครั้งนี้ เข้าข่ายว่าซุปเปอร์ฮั้ว แต่กลับไม่มีการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ขอเตือนว่าขณะนี้องค์กรอิสระกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาจากสังคมไทยอย่างรุนแรง หากปล่อยให้พรรคการเมือง หรือกลุ่มอิทธิพลกินรวบทั้งสภาผู้แทนราษฎร, สว. และองค์กรอิสระ ในที่สุดจะนำไปสู่หายนะของประเทศอย่างแท้จริง 

ทั้งนี้ ในวันที่ 14 กันยายน ถือเป็นโอกาสสำคัญและโอกาสเดียวของ กกต. ที่จะกอบกู้ศรัทธาของประชาชน ด้วยการยึดหลักกฎหมายและส่งสำนวนคดีการโกง สว. ให้ศาลพิจารณาชี้ขาดต่อไป จึงฝากถึงคนใน กกต. ว่าท่านมีกันอยู่ 2-3 พันคน วิกฤตศรัทธาครั้งนี้อาจจะเกิดจากคนระดับบนเพียงไม่กี่คนที่ทำให้ศรัทธาต่อองค์กร กกต. ตกต่ำลงทุกวันๆ วันที่ 14 กันยายนนี้ จะเป็นโอกาสกอบกู้วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นกับ กกต. ยึดหลักกฎหมาย ยึดหลักรัฐธรรมนูญ ยึดความสุจริตและเที่ยงธรรม ยึดความถูกต้องของประเทศนี้กลับมา โดยการส่งสำนวนการโกงฮั้ว สว. ไปสู่ศาล นั่นคือวิถีทางเดียว ที่จะกอบกู้วิกฤตศรัทธาของ กกต.

ต่อมาเวลา 19.00 น. นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการประชุม สส.พรรค ว่า สส.พรรคประชาธิปัตย์มีมติพรรคต่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ว่า ไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งมี 3 ปัญหาหลักของโครงสร้างงบประมาณปี 2570 ดังนี้ 

1. เป็นงบไร้อนาคต เน้นจ่ายงบประจำ, งบผูกพัน และนโยบายประชานิยม ตัดงบพัฒนาอนาคต โดยจัดสรรงบลงทุนจริงไม่ถึงเกณฑ์ที่ควรจะเป็น ทั้งยังละเลยการปรับลดงบส่วนที่ไม่จำเป็น

2. สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ที่กำหนดให้มีงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 20% แต่รัฐบาลใช้วิธีตกแต่งบัญชี เช่น จัดประเภทการเช่าระบบคลาวด์ (Cloud) มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งปกติถือเป็นค่าใช้สอย โยกไปไว้ในงบลงทุน เพื่อทำให้ตัวเลขดูครบตามกฎหมาย

3. เป็นงบซ่อนเร้นและตั้งงบซ้ำซ้อน มีการตั้งงบเปลี่ยนถ่ายพลังงานหมื่นกว่าล้านบาทในงบประจำ ทั้งที่มี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจัดสรรให้การเปลี่ยนถ่ายพลังงานแล้วถึง 2 แสนล้านบาท เสนอให้นำงบหมื่นล้านดังกล่าวไปสนับสนุนกองทุน กยศ. เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนแทน

“สาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์เลือกงดออกเสียงในการพิจารณาวาระแรก เพราะต้องการเปิดโอกาสให้รัฐบาลนำข้อกังวลไปปรับปรุงแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ แต่ท้ายที่สุดรัฐบาลกลับเมินข้อเสนอแนะ ยังคงยืนยันโครงสร้างงบประมาณแบบเดิมที่ไร้อนาคต ซ่อนเร้น และสุ่มเสี่ยงขัดกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องลงมติไม่เห็นชอบต่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน”