กมธ.ทหาร สอบปม ฮ.ยิงประชาชน จี้ขอข้อมูลเรดาร์-แผนการบิน-กฎใช้กำลัง ด้าน “พิจารณ์” ย้ำ พร้อมใช้พื้นที่สภาฯ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย


วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้ดำเนินการประชุมคณะกรรมาธิการฯ โดยมีวาระสำคัญคือการตรวจสอบกรณีการใช้อาวุธจากอากาศยานหรือเฮลิคอปเตอร์ ในพื้นที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส โดยมี พันเอกภาสกร บูรณวนิช รองเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และเถลิงศักดิ์ ผาทอง ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริการการเดินอากาศส่วนภูมิภาค บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจง


โดยที่ประชุมได้สอบถามวิทยุการบินฯ ถึงข้อมูลในพื้นที่ท่าอากาศยานนราธิวาส ว่ามีการบันทึกรายละเอียดการขึ้นบินของเฮลิคอปเตอร์ในวันดังกล่าวหรือไม่ โดยได้รับการชี้แจงว่า การบินปกติต้องมีแผนการบินล่วงหน้า และจะมีการบันทึกข้อมูลการจราจรทางอากาศ รวมถึง Playback Record ซึ่งสามารถนำมาตรวจสอบย้อนหลังได้ ข้อมูลดังกล่าวจะถูกจัดเก็บไว้ประมาณ 30 วัน ซึ่งหาก กมธ. ต้องการตรวจสอบ จะต้องทำหนังสือขอข้อมูลอย่างเป็นทางการ


สำหรับคืนเกิดเหตุ วิทยุการบินฯ ระบุว่าได้รับแผนการบินจากหน่วยบิน โดยแจ้งว่าจะทำการบินเวลา 18:00 น. แต่ไม่ได้รับแจ้งว่ามีการเลื่อนเวลาหรือบินล่าช้า จึงถือว่าไม่มีการบินหลังจากเวลาปิดให้บริการ อย่างไรก็ตาม หากมีการขึ้นบินหลังจากนั้นจริง สามารถตรวจสอบได้จากบันทึกเสียงและข้อมูลภาพจากเรดาร์


ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวต้องตรวจสอบเพิ่มเติมจากหอบังคับการบินปัตตานี ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพอากาศ เนื่องจากอยู่นอกเวลาทำการของหอบังคับการบินนราธิวาส ขณะเดียวกันข้อมูลจากเรดาร์ก็มีข้อจำกัดในการตรวจจับอากาศยานที่บินในระดับต่ำ โดยในพื้นที่นราธิวาส หากบินต่ำกว่า 1,000 ฟุต เรดาร์จากหาดใหญ่อาจไม่สามารถตรวจจับได้ 


ขณะที่รองเลขาธิการ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ชี้แจงว่า เที่ยวบินดังกล่าวเป็นกรณีฉุกเฉินและไม่มีแผนการบิน ซึ่งทาง กมธ.ทหาร จะต้องขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขึ้นบินในช่วงเวลาที่เกิดเหตุต่อไป


ประเด็นต่อมา ที่ประชุมได้สอบถามรองเลขาธิการ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าถึงเฮลิคอปเตอร์รุ่น AS550 ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับกรณีมีกระสุนตกใส่ประชาชนในพื้นที่ โดยตั้งคำถามว่า แม้ AS550 จะเป็นเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวน แต่สามารถติดตั้งกระเปาะปืนกลหรือจรวดขนาด 2.75 นิ้วได้ ในวันเกิดเหตุมีการติดตั้งอาวุธหรือไม่ ซึ่งพันเอกภาสกรยืนยันว่าไม่มีการติดอาวุธ และเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าทั้งหมดไม่เคยติดอาวุธ


ที่ประชุมยังได้ตั้งคำถามเพิ่มว่า คำว่า “ไม่มีการติดอาวุธ” หมายถึงเฉพาะอาวุธที่ติดตั้งกับตัวเฮลิคอปเตอร์ หรือรวมถึงอาวุธประจำกายของกำลังพลที่โดยสารไปด้วยหรือไม่ โดยพันเอกภาสกรชี้แจงว่า การพกอาวุธขึ้นเฮลิคอปเตอร์ขึ้นอยู่กับภารกิจ แต่สำหรับ AS550 ซึ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้สำหรับภารกิจลาดตระเวน โดยทั่วไปนักบินจะไม่พกอาวุธ เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการบิน และการใช้อาวุธต้องอยู่ภายใต้กฎการใช้กำลัง (Rules of Engagement)


ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมาธิการฯ จึงขอให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าส่งหลักเกณฑ์และนิยามของแต่ละภารกิจ รวมถึงมาตรการข้อปฏิบัติว่าในแต่ละภารกิจสามารถทำหรือไม่สามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้ตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่ากำลังพลที่โดยสารไปด้วยสามารถพกอาวุธประจำกายได้หรือไม่

ด้านนายเอกราชระบุว่า ขณะนี้ยังต้องรอผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์จากตำรวจ โดยจากการลงพื้นที่ก่อนหน้านี้พบร่องรอยกระสุนในที่เกิดเหตุ และตำรวจได้เก็บพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบวิถีกระสุนแล้ว โดยที่ประชุมเห็นพ้องว่าเรื่องนี้ต้องใช้ผลทางวิทยาศาสตร์ประกอบการพิจารณา ไม่ควรอาศัยเพียงการคาดเดา


ท้ายที่สุด คณะกรรมาธิการฯ ได้มีมติขอข้อมูลและเอกสารเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แผนการบิน, บันทึกเสียงการติดต่อระหว่างการบิน และข้อมูลจากระบบเรดาร์ เพื่อตรวจสอบว่าในช่วงเวลาที่เกิดเหตุมีเฮลิคอปเตอร์บินอยู่หรือไม่ พร้อมทั้งจะติดตามรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกองทัพภาคที่ 4 ที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตรวจสอบไปก่อนหน้านี้ หากจัดทำรายงานเสร็จสิ้น ขอให้ส่งมายังคณะกรรมาธิการฯ เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบต่อไป


นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ ได้กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า ตนอยากจะขอเชิญชวนทุกฝ่ายตั้งหลักให้ดี เพราะปัญหาความไม่สงบภายในจังหวัดชายแดนใต้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานั้นยังไม่ดีขึ้น หากจะดูเพียงเหตุการณ์นี้เป็นตัวชี้วัดคงจะไม่ถูกต้อง แต่เหตุการณ์ที่เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมในวันนี้ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่จะบ่มเพาะความไม่พอใจของประชาชนในพื้นที่ได้


“การพิจารณาวันนี้ กมธ. จึงให้ความสำคัญและอยากให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ไม่อยากให้ประเด็นดังกล่าวถูกปล่อยให้เงียบหายไป เพื่อให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าสภาฯ แห่งนี้ยังเป็นที่พึ่ง และภาครัฐไม่ได้ละเลยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเป้าว่าใครผิด แต่ทำเพื่อให้พี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้เห็นว่า กรรมาธิการทหารพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง” นายพิจารณ์กล่าว