“มาดามเดียร์” จี้รัฐบาลแจง โครงการอาสาพยาบาลชุมชน ซ้ำซ้อน อสม. - ภาระผูกพัน 2 ปี หวั่นสร้างเครือข่ายการเมือง ด้าน “ชัยชนะ” จี้ซ้ำ จัดสรรงบให้ถูกจุด ค้านตั้งอาสาพยาบาล ซัดลืม อสม. 1 ล้านคน 


วันที่ 10 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เมื่อวันที่ 9 กันยายน น.ส.วทันยา บุนนาค กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ อภิปรายร่างในมาตรา 25 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานในกำกับ พร้อมขอสงวนความเห็นต่อวงเงินโครงการอาสาพยาบาลชุมชน ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) จำนวน 1,147.68 ล้านบาท


น.ส.วทันยา กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ขอสงวนความเห็น เนื่องจากมีข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการอาสาพยาบาลชุมชน หรือ อสพ. ซึ่งตั้งงบประมาณเพื่อจ้างบุคลากรจำนวน 7,256 คน ตำบลละ 1 คน ค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท ทำงานเต็มเวลา และทำสัญญา 2 ปี โดยไม่ได้คัดค้านแนวคิดการเพิ่มบุคลากรเพื่อดูแลประชาชน เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย และระบบสุขภาพปฐมภูมิมีความจำเป็นต้องมีกำลังคนเพียงพอ


“สิ่งที่อยากชวนสภาและประชาชนดู ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มคนดูแลประชาชนที่ฟังดูดี แต่อยากให้ดูว่ารัฐบาลกำลังเพิ่มคนที่ระบบขาดจริง หรือกำลังสร้างตำแหน่งใหม่ขึ้นมา โดยที่ปัญหาเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข” น.ส.วทันยา กล่าว


น.ส.วทันยา ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติ 5 ประการ โดยประการแรก คือ ตำแหน่งใหม่แต่หน้าที่เดิม เนื่องจากปัจจุบันมีทั้ง อสม. Caregiver นักบริบาลผู้สูงอายุ รพ.สต. และพยาบาลวิชาชีพที่ทำงานในพื้นที่อยู่แล้ว ขณะที่เฉพาะค่าป่วยการ อสม. ในปี 2570 ตั้งงบไว้กว่า 25,680 ล้านบาท จึงต้องชี้แจงให้ชัดว่า อสพ.แตกต่างจากบุคลากรที่มีอยู่เดิมอย่างไร และจะไม่ทำให้เกิดภาระซ้ำซ้อนกับพยาบาลวิชาชีพที่ต้องกำกับดูแลบุคลากรกลุ่มใหม่ได้อย่างไร


ประการที่สอง คือ ประเทศไทยขาดพยาบาล แต่คำตอบกลับไม่ใช่การเพิ่มพยาบาล โดยระบุว่ามีพยาบาลวิชาชีพกว่า 17,000 คนที่ทำงานอยู่ในระบบแต่ยังไม่ได้รับการบรรจุ และมีข้อเสนอให้เพิ่มอัตราข้าราชการใหม่ประมาณ 25,000 อัตราเพื่อแก้ปัญหา แต่รัฐบาลกลับเดินหน้าโครงการ อสพ. พร้อมตั้งข้อกังวลเรื่องการใช้ชื่อ “อาสาพยาบาล” เพราะอาจทำให้ประชาชนสับสนระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลกับผู้ผ่านการอบรมระยะสั้น ประเทศไทยไม่ได้ขาดคำว่า พยาบาล ในชื่อตำแหน่ง แต่กำลังขาดพยาบาลวิชาชีพที่รัฐผลิตไม่พอ บรรจุไม่พอ และรักษาไว้ในระบบไม่ได้


ประการที่สามรัฐบาลลดคนผ่านประตูหน้า แต่เพิ่มคนผ่านประตูข้าง โดยขณะที่รัฐบาลมีนโยบายยุบควบรวมหน่วยงานและส่งเสริมการเกษียณก่อนกำหนด เพื่อควบคุมภาระงบบุคลากร กลับมีการใช้งบเงินอุดหนุนจ่ายค่าตอบแทนให้บุคลากร 7,256 คน ทำงานเต็มเวลา มีผู้กำกับ มี KPI และมีสัญญา 2 ปี จึงตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงสร้างกำลังคนเต็มเวลาอีกระบบหนึ่งโดยไม่ปรากฏอยู่ในกรอบอัตรากำลังและงบบุคลากร


ประการที่สี่ คือ ของบ 1 ปี แต่ทำสัญญา 2 ปี และมีแผนขยายโครงการในอนาคต โดย น.ส.วทันยา ระบุว่า งบค่าตอบแทนที่ตั้งไว้ 1,121.055 ล้านบาท เมื่อคำนวณจากบุคลากร 7,256 คน ในอัตราเดือนละ 15,000 บาท จะครอบคลุมเพียงประมาณ 10.3 เดือน ไม่ครบ 12 เดือน ขณะที่รัฐบาลระบุว่าจะทำสัญญาจ้าง 2 ปี จึงต้องชี้แจงว่างบประมาณสำหรับปีที่สองอยู่ที่ใด


นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายจำนวน อสพ. เป็น 28,000 คนในปี 2571 และ 75,668 คนในปี 2572 หากใช้อัตราค่าตอบแทนเดิม ภาระงบประมาณอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,040 ล้านบาท และ 13,620 ล้านบาทตามลำดับ แต่ภาระดังกล่าวยังไม่ปรากฏอย่างชัดเจนในประมาณการรายจ่ายล่วงหน้า


ส่วนประการที่ห้ามีความกังวลเรื่องกระบวนการคัดเลือกบุคลากรและความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นเครือข่ายทางการเมือง เนื่องจากโครงการมีการจ้างคนในทุกตำบลทั่วประเทศ และมีเป้าหมายขยายไปถึงระดับหมู่บ้าน จึงเห็นว่าการคัดเลือกต้องมีมาตรฐานและตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยว่าเงินด้านสาธารณสุขถูกนำไปใช้สร้างเครือข่ายบุคคลที่เชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง


น.ส.วทันยา ยังตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลที่ปรากฏระบุว่าการคัดเลือกใช้การสัมภาษณ์เป็นหลัก ไม่มีข้อสอบมาตรฐาน ไม่มีบันทึกการสัมภาษณ์ และการให้คะแนนอยู่กับคณะกรรมการระดับจังหวัด อีกทั้งยังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับรายชื่อคณะกรรมการคัดเลือกในบางจังหวัด จึงเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงกระบวนการดังกล่าวอย่างโปร่งใส 


“รัฐบาลต้องพิสูจน์ว่าคนเหล่านี้ถูกเลือกเพื่อสุขภาพของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของฝ่ายการเมืองใด” น.ส.วทันยา กล่าว 


น.ส.วทันยา ย้ำว่า ไม่ได้คัดค้านการเพิ่มคนเพื่อดูแลประชาชน แต่หน้าที่ของรัฐสภาคือไม่ควรอนุมัติตำแหน่งใหม่ก่อนรู้ว่างานซ้ำซ้อนกับใคร ไม่ควรอนุมัติสัญญา 2 ปีก่อนเห็นงบประมาณปีที่สอง และไม่ควรเปิดทางไปสู่ภาระงบประมาณกว่า 13,000 ล้านบาทต่อปีก่อนรู้ว่าโครงการมีประสิทธิผลจริงหรือไม่ เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงชื่อตำแหน่งใหม่ที่มีคำว่า พยาบาล แต่ต้องการพยาบาลวิชาชีพที่เพียงพอ คนดูแลที่มีความสามารถ และระบบที่เงินทุกบาทตรวจสอบได้ จึงขอสงวนความเห็นต่อวงเงิน 1,147.68 ล้านบาท จนกว่ารัฐบาลจะชี้แจงประเด็นความซ้ำซ้อนของภารกิจ สถานะทางกฎหมาย ความเป็นกลางของกระบวนการคัดเลือก และภาระผูกพันด้านงบประมาณในอนาคตให้ครบถ้วน

“ชัยชนะ” ค้านตั้ง “อาสาสมัครพยาบาล” ซัดลืม อสม. 1 ล้านคน

ขณะที่นายชัยชนะ เดชเดโช สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์  อภิปรายเสนอปรับลดงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข โดยระบุว่า โดยเนื้อแท้ตนไม่อยากปรับลดงบประมาณของกระทรวงนี้ เพราะเป็นหน่วยงานสำคัญที่ต้องดูแลชีวิตประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย หรือตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงเชิงตะกอน แต่จากการจัดทำงบประมาณพบว่ามีการจัดสรรที่ผิดทิศผิดทาง โดยเฉพาะการตั้งงบประมาณสำหรับโครงการอาสาสมัครพยาบาลที่ตั้งไว้สูงถึง 1,100 ล้านบาทในปีนี้ และผูกพัน 3 ปี รวมกว่า 15,000 ล้านบาท


นายชัยชนะ กล่าวว่า ประเทศไทยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อยู่ประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งเป็นผู้เสียสละและอุทิศตนเพื่อสังคมมาโดยตลอด โดยเริ่มได้รับค่าตอบแทนครั้งแรก 600 บาท ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อนปรับเป็น 800 บาท และขยับขึ้นอีกในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งหากย้อนไปช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2562–2563 กลุ่ม อสม. ก็คือด่านหน้าที่เข้าไปดูแลประชาชนในทุกพื้นที่ แต่รัฐบาลกลับเล็งเห็นความสำคัญของโครงการใหม่และลืมกลุ่มคนเหล่านี้


“เงิน 1,100 ล้านบาทที่ตั้งไว้สำหรับอาสาสมัครพยาบาล หากนำมาเพิ่มค่าตอบแทนให้ อสม. 1 ล้านคน คนละ 1,000 บาท จะใช้เงินเพียง 1,000 ล้านบาท หรือหากมองภาพรวมงบผูกพัน 3 ปี จำนวน 15,000 ล้านบาท หากนำไปเพิ่มค่าป่วยการให้ อสม. เป็นคนละ 2,000 บาท จะใช้เงินปีละ 2,000 ล้านบาทเท่านั้น งบประมาณที่เหลืออีกกว่า 13,000 ล้านบาท ยังสามารถนำไปอุดหนุนเขตสุขภาพทั้ง 12 เขตทั่วประเทศ เขตละ 1,000 ล้านบาท เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์และอุปกรณ์ที่ยังขาดแคลนได้อีกมาก”


นายชัยชนะ ยังได้ตั้งคำถามถึงทิศทางการบริหารของกระทรวงสาธารณสุขว่า เหตุใดจึงมองข้ามงานด้านอื่น เช่น งานจิตเวช และผู้ป่วยติดสารเสพติดที่ขาดแคลนงบประมาณในการตั้งศูนย์ธัญญารักษ์ในโรงพยาบาลชุมชน รวมถึงการสร้างรายได้เข้าประเทศจากกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ตลอดจนธุรกิจคลินิกความงามที่มีมากกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ หากปรับปรุงกฎหมายและนำเข้ามาอยู่ในระบบอย่างถูกต้อง จะสามารถจัดเก็บภาษีเข้าประเทศได้ปีละหลายพันล้านบาท


นอกจากนี้ นายชัยชนะ กล่าวทิ้งท้ายว่า บทบาทของอาสาสมัครพยาบาลที่ตั้งขึ้นมาใหม่ มีความซ้ำซ้อนกับ อสม. เดิมที่ดูแลประชาชน 1 คนต่อ 10-20 ครอบครัวอยู่แล้ว พร้อมฝากข้อคิดถึงรัฐบาลว่า การจัดทำโครงการดังกล่าวเป็นการทำเพื่อสร้างคะแนนเสียงหรือสร้างเครือข่ายทางการเมืองหรือไม่ โดยยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ขอเดินหน้าเสนอลดงบส่วนนี้ เพื่อนำเงินไปเพิ่มให้ อสม. ทั่วประเทศ และอุดหนุนเขตสุขภาพอย่างทั่วถึง เพราะชีวิตประชาชนมีค่าเกินกว่าที่จะถูกหลอกใช้ไปวันๆ


“พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองแรกที่สนับสนุน อสม. ให้เกิดขึ้น ให้ค่าป่วยการพรรคแรก เรายืนยันครับเดินหน้าว่า เราขอปรับลดงบประมาณในส่วนของอาสาสมัครพยาบาล เพื่อเปลี่ยนงบประมาณตรงนี้ไปเพิ่มให้กับ อสม. ทั่วประเทศ และเพิ่มให้กับเขตสุขภาพทั้ง 12 เขตทั่วประเทศ ชีวิตคนมีค่ามาก ชีวิตคนเราต้องดูแล เพราะฉะนั้น เราอย่าหลอกใช้เขาไปวันๆ เราช่วยกันดูแลคนที่ช่วยดูแลประชาชนมาโดยตลอดครับ”