“เอกนิติ” ฉายภาพสร้างอนาคตประเทศไทย เตือนหากปล่อยขบวนรถไฟเทคโนโลยีผ่านไป เศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหว ประกาศเร่งเครื่องเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจขาขึ้น ดึง AI-พลังงานสะอาด พลิกโฉมประเทศ ดันคนไทยผลิตไฟฟ้าขาย
วันที่ 9 กันยายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงาน TNN Future forum 2026 Thailand Beyond Tomorrow มองอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางไทยว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องเดินหน้ายุทธศาสตร์การสร้างโอกาสในอนาคต ควบคู่ไปกับการซ่อมแซมปัญหาเดิม พร้อมกันนี้ ขอเปรียบเทียบกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกเสมือนรถไฟความเร็วสูงแห่งอนาคต ที่กำลังวิ่งผ่านประเทศไทย ซึ่งหากเราไม่สามารถนำพาคนไทยขึ้นรถไฟขบวนนี้ได้ เศรษฐกิจไทยที่เดิมมีลักษณะความเหลื่อมล้ำเป็นรูปตัว K มีคนได้ไปต่อในขาขึ้น และคนที่ถูกทิ้งไว้ที่ชานชาลาในขาลง จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
“สิ่งที่เราทำคือ ไม่ใช่ปล่อยให้รถไฟผ่านไปเฉยๆ มันจะเปลี่ยนจาก K เป็น A คือขาลงอย่างเดียว วันนี้บอกไม่เอานู่น ไม่เอานี่ ไม่ใช่ครับ ถ้าเราไม่ทำอะไร ประเทศไทยมันจะไม่ใช่ K มันจะกลายเป็น A ขาลง แปลว่ามีแต่คนแย่ลง วันนี้ที่ต้องทำคือเปลี่ยนจาก K เป็น V ขาขึ้น ทำให้คนส่วนใหญ่ก้าวขึ้นรถไฟความเร็วสูงขบวนใหม่แห่งอนาคตที่ผ่านมาให้ได้”
นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อผลักดันกราฟเศรษฐกิจให้พุ่งเป็นรูปตัว V รัฐบาลมุ่งคว้าโอกาสจากเทรนด์โลก โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI ที่จะไม่ให้คนไทยเป็นเพียงแค่ผู้ใช้งานอีกต่อไป แต่ต้องเป็นผู้ผลิตด้วย โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ได้ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ไม่เน้นแค่มูลค่าเม็ดเงินลงทุน แต่เน้น คุณค่าที่คนไทยและผู้ประกอบการไทยจะได้รับปัจจุบันไทยดึงดูดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และพลังงานสะอาดได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีโรงงานส่งข้อมูลด้วยแสง (Photonics) อันดับ 1-2 ของโลกมาตั้งฐานที่ จ.สระบุรี เกิดการจ้างงานกว่า 30,000 คน โดย บีโอไอได้บังคับเงื่อนไขให้ต้องเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการทำวิจัย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งการสร้างที่สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการให้เงินอุดหนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท เพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยจับมือกับการไฟฟ้าและสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อเปลี่ยนประชาชนจากผู้บริโภคที่จ่ายค่าไฟ ให้กลายเป็นผู้ผลิตที่สามารถขายไฟฟ้าคืนให้รัฐได้ สร้างรายได้ระยะยาว 25-30 ปี ควบคู่ไปกับการส่งเสริมน้ำมันบนดินลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ หันมาใช้ไบโอดีเซล (B20) จากปาล์ม และเอทานอล (E20) จากอ้อยและมันสำปะหลัง เพื่อดึงเม็ดเงินจากค่าพลังงานให้ตกถึงมือเกษตรกรไทย รวมถึงการยกระดับสมุนไพรและการแพทย์ไทย โดยเตรียมดึงบริษัทยาระดับโลกมาตั้งฐานเพื่อสร้างศูนย์กลางสุขภาพ (Wellness Hub) รองรับสังคมผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมุ่งหน้าสร้างอนาคต แต่ยุทธศาสตร์การซ่อมปัญหาเดิมยังต้องเดินหน้าเข้มข้น เนื่องจากสถานการณ์และปัญหาโครงสร้างเดิมของไทย หรือกรรมเก่าของประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน เริ่มจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยลดลงจากอดีตก่อนปี 2540 ที่เคยโตเฉลี่ย 6-7% มาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 3% ในปัจจุบัน การชะลอตัวนี้ส่งผลโดยตรงให้รายได้ของประชาชนลดลง เมื่อรายได้ไม่เพียงพอและเงินออมต่ำ ประชาชนจึงต้องกู้หนี้ยืมสิน นำไปสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบกับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ทำให้เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ระดับโลก เช่น โควิด-19 หรือวิกฤตพลังงาน ประชาชนกลุ่มคนตัวเล็กจึงได้รับแรงกระแทกอย่างหนักเนื่องจากไม่มีภูมิคุ้มกันรองรับ
ดังนั้น รัฐบาลจึงเร่งเดินหน้าจับมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้หนี้ครัวเรือน โอนหนี้ไป AMC เพื่อปิดหนี้ให้คนไปต่อไม่ไหว ซึ่งช่วยเหลือไปแล้วเกือบล้านราย รวมถึงการอัดฉีดสภาพคล่องให้ SME ผ่านการค้ำประกันสินเชื่อ 60,000 ล้านบาท เร่งคืนภาษี 60,000 ล้านบาท และเปิดตัวสินเชื่อนกกระซิบที่นำ AI มาช่วยวิเคราะห์ยอดขายพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยตามตลาดสดฟรี เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงให้สามารถขอกู้เงินธนาคารได้ แม้จะไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันก็ตาม พร้อมทั้งเปิดขายพันธบัตรออม Plus ที่เน้นให้สิทธิ์รายย่อยที่ลงทุนด้วยเงินหลักพันได้ซื้อก่อนกลุ่มนายทุน ในรูปแบบ Small lot first
“ประเทศไทยวันนี้ ผมคิดว่าการที่เราจะทำให้ประเทศไทยเป็น Thailand Beyond Tomorrow สิ่งที่เราต้องทำคือ เราต้องซ่อมและเราต้องสร้าง แล้วเราต้องช่วยกันเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ดีขึ้นในอนาคต”