มท.เล็งขยายเป้า “โซลาร์รูฟท็อป” ทะลุ 1.5 ล้านครัวเรือน ชงคลังสัปดาห์นี้ รัฐแจกหลังละ 5 หมื่นบาท ดีเดย์กลาง ต.ค. “เอกนิติ” ชี้บ้านไหนใช้ไฟน้อยขายไฟคืนการไฟฟ้าฯได้เดือนละ 1,000 บาท ยาว 30 ปี


วันที่ 9 ก.ย.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับประชาชน ว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยกำลังพิจารณาตัวเลขความเป็นไปได้ในการขยายเป้าหมายครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ เพิ่มขึ้นจากเดิม 1 ล้านครัวเรือน เป็น 1.5 ล้านครัวเรือน โดยเตรียมเสนอรายละเอียดมายังกระทรวงการคลังภายในวันศุกร์นี้ หรือช้าสุดไม่เกินต้นสัปดาห์หน้า เพื่อขอใช้เงินภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ในส่วน 200,000 ล้านบาท ก้อนหลัง เพื่อใช้เปลี่ยนผ่านพลังงาน คาดว่าจะสามารถเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 นี้ และตั้งเป้าให้โครงการแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2570 โดยโครงการนี้รัฐบาลจะช่วยอุดหนุนเงินให้ครัวเรือนละ 50,000 บาท สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทั้งแบบบนหลังคาและบนพื้นดิน โดยหากคำนวณจากเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน จะใช้งบประมาณเบื้องต้นราว 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยกว่างบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปีที่ผ่านมาที่ใช้ไปถึง 60,000 ล้านบาท


“หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ การเปลี่ยนประชาชนจาก ผู้บริโภค ให้กลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า และสามารถขายไฟคืนให้รัฐได้ เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว 25-30 ปี ด้านผลตอบแทนนั้น ประเมินเบื้องต้นว่าหากติดตั้งระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ และครัวเรือนนั้นมีการใช้ไฟน้อย จะมีรายได้จากการขายไฟคืนให้การไฟฟ้าฯ ประมาณเดือนละ 1,000 บาท หรือหากเป็นบ้านที่ใช้ไฟเยอะ อย่างน้อยก็จะช่วยลดรายจ่ายค่าไฟลงได้อย่างมหาศาลตลอดอายุการใช้งานแผงโซลาร์เซลล์” นายเอกนิติ กล่าวและว่า


สำหรับประชาชนที่ไม่มีเงินก้อน ไม่ต้องกังวล เพราะรัฐบาลได้ดึงสถาบันการเงินของรัฐ ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เข้ามาช่วยลงทุนให้ก่อน จากนั้นการไฟฟ้าฯ จะรับซื้อไฟและนำเงินรายได้ส่วนนั้นมาหักชำระหนี้คืนสถาบันการเงิน ทำให้ประชาชนอาจไม่ต้องควักเงินลงทุนเองเลย เงื่อนไขสำคัญของผู้เข้าร่วมโครงการคือ จะต้องเป็น เจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า โดยให้สิทธิ์ 1 คน ต่อ 1 สิทธิ์ และรัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนก็ต่อเมื่อการไฟฟ้าฯ ได้เข้าไปดำเนินการเชื่อมต่อระบบ หรือจั๊มไฟ เรียบร้อยแล้วเท่านั้น เพื่อป้องกันการทุจริต


นอกจากนี้ การไฟฟ้าฯ ยังเตรียมปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานครั้งใหญ่ ซึ่งใช้เงินลงทุนของการไฟฟ้าเองบางส่วนโดยไม่พึ่งพาเพียงเงินกู้เท่านั้น ทั้งการเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทมิเตอร์ รุ่นใหม่, ทำระบบ Smart Grid, ขยายสายส่ง และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังร่วมมือกับกระทรวงแรงงานเพื่อจัดอบรมสร้างอาชีพช่างประกอบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาโซลาร์เซลล์ให้คนไทย ตลอดจนหารือกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อพิจารณาลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนเซลล์แสงอาทิตย์ หวังกระตุ้นให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ และสร้างซัพพลายเชนในไทยเพื่อแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากจีนอีกด้วย