“ณัฐชา” ชี้คำพิพากษาศาลปกครองเรื่อง “ปลาหมอคางดำ” เป็นชัยชนะของชาวบ้าน จี้รัฐเร่งประกาศเขตภัยพิบัติ 19 จังหวัด จับตาคดีแพ่ง 14 กันยายนนี้


วันที่ 9 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญชัยอินทร์สวัสดิ์ พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน จากพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ แถลงภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาลงวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยมีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการระงับ ยับยั้ง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ตามประกาศกรมประมงที่กำหนดพื้นที่แพร่ระบาดไว้ 19 จังหวัด.

นอกจากนี้ ศาลปกครองกลางยังมีคำสั่งให้ดำเนินการประกาศเขตภัยพิบัติเร่งด่วนในจังหวัดสมุทรสงคราม หลังประชาชนกว่า 1,400 คน รวมตัวกันยื่นฟ้อง 16 หน่วยงานภาครัฐ เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาและช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ


นายณัฐชากล่าวว่า คำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ไขปัญหา แต่การดำเนินการยังไม่สิ้นสุด โดยพรรคประชาชนมอบหมายให้ บุญเลิศ แสงพันธุ์ สส.สมุทรปราการ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวบรวมข้อมูลผลกระทบจากพื้นที่ต่างๆ และช่วยเหลือประชาชนใน 19 จังหวัด รวมถึงติดตามการนำปัญหาเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

“นี่ถือว่าเป็นชัยชนะเล็กๆ ของชาวบ้าน เป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังไม่จบเพียงแค่นี้ครับ เรายังคงเดินหน้าต่อ” นายณัฐชา กล่าว

นายบุญเลิศ กล่าวว่า ปัญหาปลาหมอคางดำสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการมาหลายปี และที่ผ่านมาได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง รวมถึงเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีด้วยวาจา ขอให้กรมประมงทบทวนการประกาศเขตภัยพิบัติ เนื่องจากหลักเกณฑ์การสุ่มตรวจจำนวนปลาหมอคางดำอาจไม่ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจริง จึงขอเรียกร้องให้ สส.ทุกพรรคการเมืองร่วมกันผลักดันให้จังหวัดที่ประชาชนได้รับผลกระทบสามารถประกาศเขตภัยพิบัติ เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยา โดยเห็นว่าเรื่องนี้เป็นความเดือดร้อนของประชาชนที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันแก้ไข


“วันนี้เป็นความเดือดร้อนของประชาชน โปรดจงลุกขึ้น แล้วก็มาเรียกร้องสิทธิและนำร่องให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนได้รับการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ได้เงินเยียวยา อย่างน้อยเขาจะได้รู้สึกว่าได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐสักที” บุญเลิศ กล่าวและว่า


ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเร่งผลักดันการประกาศเขตภัยพิบัติ โดยระบุว่าฝ่ายบริหารมีอำนาจสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดได้ และไม่ควรปล่อยให้ประชาชนต้องรอความช่วยเหลืออีกต่อไป


ด้าน นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สส.สมุทรสงคราม กล่าวว่า คำพิพากษาศาลปกครองเป็นหมุดหมายสำคัญ หลังประชาชนในพื้นที่ต่อสู้กับปัญหาปลาหมอคางดำมาเป็นเวลานาน โดยคำสั่งศาลมีสาระสำคัญ 2 ส่วน คือ ให้กรมประมงดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำที่วางไว้ให้สำเร็จภายใน 180 วัน และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามประกาศเขตภัยพิบัติ เพื่อให้เกษตรกรได้รับเงินชดเชยเยียวยา


นายอานุภาพ กล่าวว่า หลังจากมีคำพิพากษาแล้ว ควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับจังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ประชาชนฟ้องศาลก่อน ขณะที่มาตรการกำจัดปลาหมอคางดำต้องติดตามว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะบางพื้นที่ที่มีการใช้กากชา ซึ่งอาจกระทบต่อระบบนิเวศเดิม


ด้านน.ส.นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี เขต 6 และโฆษกประจำคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ผ่านมากว่า 2 ปีแล้วนับตั้งแต่มีการประกาศหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการประกาศเขตภัยพิบัติ แต่ยังไม่มีจังหวัดใดประกาศเขตภัยพิบัติจากปลาหมอคางดำ จนกระทั่งศาลปกครองมีคำสั่งในกรณีสมุทรสงคราม ซึ่ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมประมง และกรมบัญชีกลางมีหลักเกณฑ์รองรับแล้ว รวมถึงเปิดช่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้เงินนอกหลักเกณฑ์ในกรณีที่มีความเฉพาะเจาะจงของแต่ละจังหวัด แต่หลายจังหวัดยังไม่กล้าประกาศ เพราะกังวลว่าจะไม่เข้าเกณฑ์สำหรับจังหวัดชลบุรี แม้พื้นที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นคลองและทะเลเปิด ไม่ใช่พื้นที่เพาะเลี้ยง แต่ปลาหมอคางดำได้กินทรัพยากรสัตว์น้ำตามธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อรายได้ของประมงพื้นบ้าน


“ความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นจริง กับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน ที่สูญเสียรายได้จากการที่ปลาหมอคางดำนั้นไปกินทรัพยากรในธรรมชาติ” น.ส.นฤมาศกล่าว


นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงนายกรัฐมนตรีว่า การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ประกาศเขตภัยพิบัติทั้งที่มีหลักเกณฑ์และช่องทางในการช่วยเหลือประชาชนแล้ว เข้าข่ายการละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ประกาศเขตภัยพิบัติ เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาโดยเร็ว


นายณัฐชายังกล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคประชาชนจะติดตามการดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองกลางอย่างใกล้ชิด หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีการอุทธรณ์คำสั่ง ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการบังคับใช้ต่อไป โดยนอกจากจังหวัดที่อยู่ในคำสั่งศาลแล้ว ยังมีอีก 19 จังหวัดที่ปรากฏอยู่ในเอกสารของกรมประมงและมีการกล่าวถึงในคำพิพากษา ซึ่งจะต้องติดตามการดำเนินการของหน่วยงานรัฐต่อไป


ส่วนคดีแพ่งที่ประชาชนร่วมกับสภาทนายความยื่นฟ้องบริษัทเอกชนผู้นำเข้าปลาหมอคางดำ จะมีการนัดฟังคำสั่งของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในวันที่ 14 กันยายนนี้ โดยเป็นการพิจารณาประเด็นการดำเนินคดีแบบกลุ่ม หลังบริษัทเอกชนยื่นคัดค้านและอุทธรณ์


นายณัฐชากล่าวว่า การดำเนินคดีแบบกลุ่มมีความสำคัญ เพราะผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากเป็นเกษตรกรที่มีทุนทรัพย์จำกัด การดำเนินคดีในรูปแบบนี้จะช่วยให้ผู้เสียหายจำนวนมากสามารถเข้าสู่กระบวนการศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ โดยมีสภาทนายความเข้ามาช่วยเหลือ ขณะที่หากต้องแยกฟ้องเป็นรายคดี จะมีภาระทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น


“การที่จะฟ้องแบบกลุ่มเนี่ย โดยสภาทนายความเข้ามามีส่วนร่วม เข้ามาเป็นกำลังหลักในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเนี่ย อันนี้ก็จะเป็นสัญญาณที่ดีว่าจะสามารถนำผู้เสียหาย นำผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด เข้าสู่กระบวนการในการที่จะร้องต่อศาลต่อไป เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ครับ”

ทั้งนี้ พรรคประชาชนระบุว่าจะติดตามทั้งการบังคับใช้คำสั่งศาลปกครอง การประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และมาตรการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำของรัฐบาลต่อไป โดยมีวันที่ 14 กันยายนเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญจากการนัดฟังคำสั่งในคดีแพ่งแบบกลุ่ม