“สุรศักดิ์” รมว.ท่องเที่ยว เผยหลังถกร่วม “เอกนิติ” เคาะ 3,500 ล้านบาท แจกไทยเที่ยวไทย พลัส 1 ล้านสิทธิ รวมระยะเวลาโครงการ 3 เดือน แต่งดเว้นใช้สิทธิช่วงคาบเกี่ยวปีใหม่ 16 ธ.ค. 69 - 15 ม.ค. 70


เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 8 กันยายน 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยที่กระทรวงการคลัง ถึงความคืบหน้า “โครงการไทยเที่ยวไทย พลัส” ภายหลังหารือกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่ารัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พักในรูปแบบ Flat Rate จ่ายตามจริง 1,500 บาทต่อสิทธิ

นอกจากนี้ ยังมีคูปองท่องเที่ยวแบบ Co-Payment (รัฐช่วยจ่าย + ประชาชนร่วมจ่าย คนละครึ่ง) สำหรับใช้จ่ายในร้านอาหาร สปา หรือบริการท่องเที่ยวอื่นๆ มูลค่า 1,500 บาท สำหรับเมืองหลัก และหากนักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายในพื้นที่ “เมืองรอง” มูลค่าคูปองจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 บาท เพื่อกระตุ้นและกระจายรายได้สู่ชุมชน

นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้เตรียมงบประมาณไว้ไม่เกิน 3,500 ล้านบาท กำหนดไว้รวมทั้งโครงการ 1 ล้านสิทธิ โดย 1 สิทธิ รัฐจะสนับสนุนสูงสุด 3,500 บาท (คำนวณจากค่าที่พัก 1,500 บาท รวมกับคูปองเมืองรอง 2,000 บาท) ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเปิดลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และจะเริ่มให้ประชาชนใช้สิทธิ เดินทางได้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นต้นไป โดยนักท่องเที่ยว 1 คน จะได้รับสิทธิทั้งหมด 5 สิทธิ

สำหรับระยะเวลาโครงการจะรวม 3 เดือน (1 พฤศจิกายน - 15 ธันวาคม 2569 และ 16 มกราคม - 28 กุมภาพันธ์ 2570) แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ จะงดเว้นการให้ใช้สิทธิในช่วงเทศกาลปีใหม่ (ระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2569 - 15 มกราคม 2570) เนื่องจากผลการศึกษาตัวเลขระบุชัดเจนว่า การอัดฉีดในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีผลต่อการกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ

“โครงการนี้จึงออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางแบบคร่อมปีใหม่ คือดึงดูดให้คนรีบใช้สิทธิเที่ยวช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง 15 ธันวาคม และกลับมาใช้สิทธิอีกครั้งช่วงกลางเดือนมกราคม ลากยาวไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์”

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้สูงถึง 58,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่กลับคืนมาสูงถึง 2.5 เท่า ของเงินงบประมาณที่อัดฉีดลงไป 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีกลไกป้องกันการทุจริตและการฉวยโอกาสขึ้นราคาของกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมอย่างเข้มงวด โดยผู้ประกอบการจะต้องแจ้งราคาห้องพักพร้อมกับตอนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ หากตรวจสอบพบว่ามีการปรับราคาขึ้นเกิน 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จะไม่ได้รับสิทธิให้เข้าร่วมโครงการทันที ส่วนโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นโรงแรมที่มีใบอนุญาตเท่านั้น หรือหากไม่มีใบอนุญาตโรงแรม ก็จะต้องมีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป.