กระเพื่อมเท่าไร ก็ไม่เปรี้ยงปร้าง เมื่อคดีทางการเมืองที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ อยู่ดีๆ ก็ถูกกลบข่าว แม้จะปั้นเป็นซีรีส์ คนก็ยังไม่สนใจเท่าข่าวของอินฟลูเอนเซอร์ จนถูกตั้งคำถามใครกันที่ถูกทำให้หายไป
หากไล่ไทม์ไลน์ข่าวใหญ่และคดีสำคัญทางการเมืองช่วงนี้ถือว่าร้อนแรง และน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะสามารถพลิกโฉมหน้ารัฐบาล หรือมีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ แต่ประเด็นข่าวเหล่านี้เหมือนมาเป็นระลอกคลื่นเบาๆ กระเพื่อมเท่าไร ก็ยังไม่เปรี้ยงปร้างเท่ากับข่าวอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีพลังในการจุดติดประเด็นในสังคม หลายครั้งจึงมักถูกตั้งคำถามว่าข่าวการเมืองยิ่งร้อนแรง ยิ่งมีเรื่องอื่นเข้ามาแทรกเพื่อกลบกระแสหรือไม่ เพราะไม่ว่าเรื่องจะใหญ่แค่ไหน สุดท้ายประเด็นสังคมมักกลืนประเด็นทางการเมืองที่เป็นผลประโยชน์ของชาติอยู่ดี หรือใครกันที่ทำให้เรื่องเหล่านั้นมันหายไปจากหน้าสื่อ
ย้อนไปเมื่อสิงหาคม โครงการ TH-AI Passport ถูกพูดถึงเป็นจำนวนมาก ทั้งการออกมาวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้าน จนหลายคนถูกฟ้อง และหลังจากเปิดให้ใช้งาน ปรากฏว่าผู้ใช้ทดลองสั่งงาน (Prompt) ออกมาไม่ตรงปก ไม่เข้าใจภาษาไทย จนประชาชนออกมาแชร์ภาพที่สั่ง Prompt ผ่านโซเชียลมีเดีย และตั้งคำถามถึงการขอใช้งบประมาณจำนวน 1,600 ล้านบาทก่อนหน้านั้นว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ แม้รัฐบาลจะมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นแบบ Pay per active user แล้วก็ตาม ขณะที่ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกมาชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวว่า เป็นเพราะ การเลือกโมเดลผิดประเภท ซึ่งข่าวโครงการ TH-AI Passport จุดติดแบบมาๆ หายๆ ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าข่าว
31 สิงหาคม-1 กันยายน 2569
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พาคณะรัฐมนตรีบินไปประชุมครม.สัญจรกันที่ จ.สงขลา ประเดิมด้วยการอนุมัติงบ ซื้อประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน วงเงิน 15,500 ล้านบาท ที่รัฐบาลระบุว่าจะสามารถช่วยคุ้มครองได้ถึง 75,000 ล้านบาท ลดภาระรัฐบาลที่ต้องจ่ายเงินเยียวยาสูงสุดถึง 45,000 ล้านบาทได้ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย ที่รัฐบาลใช้งบประมาณแผ่นดินไปซื้อประกันให้กับประชาชน แบบครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั้งๆ ที่บางพื้นที่ก็ไม่เคยเกิดภัยพิบัติเลย
ตรงกับช่วงเดียวกันที่ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน โพสต์ทิ้งระเบิด “มีน้องคนนึง ที่ภาพลักษณ์ดี ช่วยเปิดโปงสังคม พลังล้นเหลือ เคยมาขอผมหยุดแฉ นักการเมือง ที่ทำเว็บพนันบอกเป็นพวกกัน พอผม ไม่หยุด เก็บความเจ็บแค้นไว้ พอผมพลาดวันแรกโพสต์ซ้ำผมเลย” ต่อมา “กัน จอมพลัง” ได้มาคอมเมนต์ว่า “โพสต์แบบนี้คนเข้าใจว่าเป็นผม ตอนพี่ติดคุก คนไปร้องตรวจผมเยอะเลยครับ โดนมาเยอะเลย แม่งไปเตือนด้วยความหวังดีว่าข้อมูลมั่ว เอ็งก็ว่าชัดๆ แม่งสุดท้ายมั่วจริงบอกไปขอ เอ็งก็ไปยื่นร้องเต็มไปหมดเป็นไงได้ไหม เนี่ยะน่าคบได้เหรอ” ก่อนที่ทนายตั้ม มาตอบคอมเมนต์สวนกลับทันทีว่า “ก็มึงนั่นแหละ” จุดกระแสระหว่าง 2 อินฟลูเอนเซอร์ได้เป็นอย่างมาก
4 กันยายน 2569
ทนายตั้ม ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้ง ด้วยการแต่งตัวเลียนแบบ “กัน จอมพลัง” ทั้งใส่สูทและติดหนวดปลอม ซับทิชชูปาดเหงื่อ ยื่นกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ เรื่องเงินบริจาคและการใช้เงิน
วันเดียวกันตัดมาที่ หน้าสถานีตำรวจทองหล่อ ในช่วง 12.50 น. นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัวของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรี่จับแขน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ที่กำลังปั่นจักรยานมาหน้า สน.ทองหล่อ เพื่อแจ้งความเอาผิดกับนายณัฐวุฒิ พร้อมพูดว่า “จะไปไหน มึงไปไหน มึงจะไปไหน” ก่อนจะผลักนายสมชัยล้มลงกับพื้น ต่อหน้าสื่อมวลชนและตำรวจ ทำให้มีประเด็นตามมาเรื่องการฟ้องร้อง และนายณัฐวุฒิ ยังอ้างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้า สน.ทองหล่อ มีการตัดต่อเกินความจริง ทั้งที่สื่อมวลชนหลายสำนักก็จับภาพเหตุการณ์ได้ทั้งหมด
7 กันยายน 2569
ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) พร้อมด้วยนายนิติธร ล้ำเหลือ และ นายพิชิต ไชยมงคล สองแกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) แถลงข่าวประกาศจัดชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหากลุ่มทุนชาวอิสราเอลประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย และสร้างผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนไทยในหลายพื้นที่ โดยเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศที่รักชาติมาร่วมชุมนุมแสดงจุดยืนร่วมกันที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ในวันที่ 10 ก.ย. 2569 ตั้งแต่เวลา 09.30น. เป็นต้นไป ไม่ว่าสถานทูตจะส่งผู้แทนออกมารับหนังสือหรือไม่ คณะก็จะเดินทางไปตามกำหนด พร้อมขอให้ผู้เข้าร่วมเคลื่อนไหวโดยสงบและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย พร้อมประกาศจับตา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงมติคดีฮั้ว สว. ยืนยันว่าหากปัดตกคดี หรือตัดตอนการสอบสวนไม่ให้สาวถึงผู้บงการ มีชุมนุมใหญ่แน่นอน
วันเดียวกัน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทนายตั้ม ยังได้ขับเจ็ตสกีบกสีส้มดำ พร้อมสวมชุดว่ายน้ำ เสื้อชูชีพ แว่นตาสีดำ และติดหนวด พร้อมทีมการ์ดรักษาความปลอดภัย เลียนแบบชุดของ “กัน จอมพลัง” อีกแล้ว ยื่นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอให้ตรวจสอบ “กัน จอมพลัง” และ “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” กรณีใช้จ่ายเงินบริจาคไม่โปร่งใส มีการเปิดบริษัทนอมินีมารับงานกินส่วนต่าง ซื้อเสื้อเกราะแพงกว่าราคาตลาด และมีการวิ่งเต้นคดีนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ซึ่งถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินจากเว็บพนันออนไลน์ หรือไม่
ซึ่งกับที่ สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาวาระ 2 และ 3 ของร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน 2569 พอดิบพอดี ที่ฝ่ายค้านหลายคนจองอภิปรายเนื้อหาสาระของงบประมาณให้ประชาชนทราบและขอตัดลดงบ เนื่องจากพบพิรุธการจัดทำงบหลายรายการ หลังกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาตัดลดงบประมาณจากวาระแรกลงไปแล้ว 11,162 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งถูกนำไปจัดสรรเพิ่มให้งบกลาง จำนวนสูงถึง 6,044 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายด้านความมั่นคงของรัฐและเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรงและภารกิจจำเป็นเร่งด่วนของรัฐที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย
โดยนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้อภิปรายเรื่องงบซื้อประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ไว้อย่างน่าสนใจว่า คุ้มครองประชาชนแค่ 2 เรื่องคือ 1.ประชาชนเสียชีวิต จ่าย 2 ล้านบาท 2.บ้านเรือนเสียหาย แต่หากถนน สะพาน พังไม่คุ้มครอง ภัยพิบัติน้ำท่วมพืชผลทางการเกษตรไม่คุ้มครอง สาเหตุที่จะคุ้มครองมีแค่ กรณีน้ำท่วม ลมพายุ หรือวาตภัย จึงเป็นห่วงว่างบประมาณ 15,500 ล้านบาท มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ จุดที่น่ากังวลคือเรื่องคอมมิชชัน ที่ถือว่า น่าวิตก เพราะใช้เวลาแค่ 1 สัปดาห์เศษๆ โครงการนี้ออกมาด้วยความเงียบและรวดเร็ว
นอกจากเหตุการณ์การเมืองดังกล่าวที่ถือว่าเป็นผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ และเป็นเรื่องสำคัญของประชาชนคนไทยทุกคนแล้ว ภายในเดือนนี้ยังมีเรื่องทางการเมืองที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ
13 กันยายน 2569
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ เป๋า ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ประกาศจัดกิจกรรม เดินเท้า 11 กิโลเมตร จากออฟฟิศ iLaw ไปลานหน้าหอศิลป์ฯ เพื่อแสดงออกร่วมกันในประเด็น สั่งฟ้องสว. เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ กกต. จะนัดลงมติและแจ้งผลคำสั่งในวันรุ่งขึ้น
14 กันยายน 2569
กกต. นัดพิจารณาลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสว. (คดีฮั้ว สว.) ซึ่งวันนี้ต้องหมายเหตุตัวใหญ่ๆ ว่าประชาชนทุกคนควรจับตาเป็นอย่างมาก หลังคดีลากยาวมานานกว่า 2 ปี
20 กันยายน 2569
วันเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี ที่ครั้งนี้ พรรคประชาชน ได้ส่งนายเดชรัตน์ สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ ศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) สถาบันวิชาการนโยบายของพรรคส้มลงแข่ง ที่ยังต้องลุ้นต่อว่าจะสามารถครองใจคนนนทบุรีได้หรือไม่ ขณะที่กลุ่มผึ้งหลวง ได้ส่งนายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชายของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี เป็นผู้ท้าชิง
27 กันยายน 2569
วันเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ที่ผู้ประกันตนทุกคนจะต้องออกมาแสดงพลังปกป้องเงินที่ส่งสมทบทุกเดือนว่าจะไปในทิศทางไหน ซึ่งยังตรงกับวันเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ.ขอนแก่น ที่มีการชิงเก้าอี้จากอดีตนายก อบจ. ด้วยกันทั้งคู่ อย่างนายพงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ อดีตนายก อบจ.ขอนแก่น 6 สมัย และนายวัฒนา ช่างเหลา อดีตนายก อบจ.ขอนแก่น จากพรรคกล้าธรรม หลังศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งให้เลือกตั้งใหม่ ในคดี กกต.ผู้ร้อง กับ นายวัฒนา ช่างเหลา ที่พบการซื้อเสียงในพื้นที่ 100 บาท และบอกว่าเป็นเงินเบอร์ 1
28 กันยายน 2569
ศาลรัฐธรรมนูญ นัดแถลงด้วยวาจา และลงมติ ในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้พิจารณาวินิจฉัย กรณี กกต. จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีการใช้ บาร์โคด และคิวอาร์โคด ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนน มิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 หรือไม่ ซึ่งถ้าผลออกมาไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็แสดงว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมามีความสมบูรณ์แล้ว แต่หากขัดรัฐธรรมนูญการเลือกตั้งที่ผ่านมาอาจเป็นโมฆะ ประเทศไทยอาจจะได้เลือกตั้งใหม่อีกครั้งเลยทีเดียว