“สาทิตย์” กางปัญหากระทบคนจน จวกงบสำนักนายกฯ สุรุ่ยสุร่าย เมินแก้ปัญหาที่ดิน-โฉนดชุมชน ย้ำ One Map ที่เสนอ ครม. เป็นเพียงความเห็น ไม่ใช่กฎหมาย ต้องแก้แผนที่แนบท้ายกฎกระทรวง


วันที่ 7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในส่วนงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรี โดยตั้งคำถามถึงความคลางแคลงใจต่อการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ และนโยบายของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาให้ประชาชน


นายสาทิตย์ ระบุว่า การปรับลดงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นทำเพียงเล็กน้อย และปรับลดในส่วนที่ไม่ควรปรับลด ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลับละเว้นการยุบหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน และตั้งงบประมาณสูงอย่าง สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งที่รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลการปฏิรูประบบราชการเคยเสนอให้ยุบไปแล้ว ซึ่งการคงหน่วยงานนี้ไว้อาจมีเรื่องทางการเมืองเบื้องหลังเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้อำนวยการคนใหม่


ในทางกลับกัน รัฐบาลกลับไปตัดสินใจยุบ 2 หน่วยงานสำคัญที่ทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้คนยากจน คือ สำนักงานโฉนดชุมชน และ ธนาคารที่ดิน ทั้งที่เพิ่งยุบไปก่อนร่างงบประมาณเข้าสภาไม่นาน การยุบสองหน่วยงานนี้เป็นการทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง เพราะมีประชาชนตกค้างที่ได้รับประโยชน์จากโฉนดชุมชนและโครงการธนาคารที่ดินเป็นจำนวนมาก โดยไม่มีการเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ


นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลโยนภาระทั้งหมดไปให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ทั้งที่ภารกิจต่างกันชัดเจน จนล่าสุดคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ต้องทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อคัดค้านการยุบธนาคารที่ดิน เนื่องจากผู้เสี่ยงสูญเสียที่ดินที่อยู่ในโครงการธนาคารที่ดินถูกทิ้งขว้าง ไม่ใช่ภาระของ คทช. และเมื่อโยนไปให้ ธ.ก.ส. ก็ไม่มีโครงการรองรับเช่นเดียวกัน


ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มมวลชน เช่น พีมูฟ (P-Move) ต้องออกมาเคลื่อนไหวปิดทำเนียบรัฐบาลร่วมกับกลุ่มคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ท่าทีของรัฐบาลแทนที่จะรับฟังและแก้ไขปัญหา กลับมีคนระดับรองนายกรัฐมนตรีออกมาพูดประชดประชันว่า “ถ้าจะขึ้นมาตากแดดที่กรุงเทพฯ ก็ให้มา”


นอกจากนี้ นายสาทิตย์ ยังชี้ถึงปัญหาโครงการ One Map ของ คทช. ว่า มติอนุคณะกรรมการ One Map ที่เสนอ ครม. เป็นเพียงความเห็น ไม่ใช่กฎหมาย การจะแก้ไขแผนที่จริงต้องไปแก้แผนที่แนบท้ายกฎกระทรวงซึ่งมีจำนวนมหาศาล จนสงสัยว่าอีกสองชาติตอบโจทย์สำเร็จหรือไม่ รวมถึงกรณี ส.ป.ก. ที่ระบุว่าหากพื้นที่ทับซ้อนกับป่าไม้จะยกเลิกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. ของชาวบ้านแล้วคืนให้ป่าไม้ ทำให้ชาวบ้านที่ได้เอกสารสิทธิ์มาโดยสุจริตขาดหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิ


“ท่านไม่ฟังเสียงคนจน แต่กับเสียงเจ้าสัว ท่านไปกินข้าวกันมาหลายรอบแล้วครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้คือสิ่งที่ต้องยกขึ้นมา แล้วพูดกับสภานี้ เพื่อให้เห็นว่า นี่คือปัญหาที่รอเวลาที่จะปะทุ นั่นคือเรื่องของปัญหาแก้ไขเรื่องที่ดินให้กับคนยากคนจน” นายสาทิตย์ กล่าว