“มาดามเดียร์” ชง ตัด งบกลาง 1.2 หมื่นล้าน อ้างใช้เปลี่ยนผ่านพลังงาน ดักทาง หวั่น “พลังงานสะอาด” จะกลายเป็น พลังงานทุจริต พบรายละเอียดซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน
เมื่อเวลา 11.41 น. วันที่ 7 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา น.ส.วทันยา บุญนาค ในฐานะ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 กล่าวอภิปรายงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ที่ กมธ. พิจารณาเสร็จแล้ว มาตรา 6 งบกลาง ตอนหนึ่งว่า งบฯกลางจำนวน 12,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลแฝงไว้ในงบฯกลาง แจ้งวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน และพลังงานสะอาด ซึ่งเราเห็นตรงกันว่า เรื่องพลังงานสะอาด เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ประเทศต้องลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล แต่การอ้างใช้งบที่อาจจะเปลี่ยนคำว่า “พลังงานสะอาด” ให้กลายเป็นคำว่า “พลังงานทุจริต” ได้ เพราะตนมี 3 ข้อสังเกต คือ
1. การใช้งบประมาณที่ซ้ำซ้อน ทั้งในเรื่องของภารกิจและเวลา ซ้ำยังออก พ.ร.ก.กู้เงิน 200,000 ล้านบาท เรื่องเปลี่ยนผ่านพลังงาน แล้วยังมีงบฯกลางอีก 12,000 ล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ ทำโครงการพลังงานสะอาด
2. การอ้างเหตุผลของรัฐบาลระหว่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กับเรื่องของการใช้งบประมาณในงบกลางอีก 12,000 ล้านบาท มีความย้อนแย้งในตัวเอง เพราะตอนออก พ.ร.ก.กู้เงิน รัฐบาลอ้างวินัยการเงินการคลัง บอกว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน และไม่สามารถใช้เงินประจำปีงบประมาณได้ แต่ผ่านมาไม่ถึงเดือน ในร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 70 กลับมีเงินอีก 12,000 ล้านบาท ที่ทำภารกิจเดียวกัน ซ่อนอยู่ในงบฯกลาง รัฐบาลต้องอธิบายเหตุผลให้ชัดเจน เพราะสุดท้ายประชาชนจะต้องแบกรับหนี้ภาษีเงินกู้ และจะต้องเป็นคนที่ชดใช้ภาษีจากงบประมาณนี้
3. เงิน 2 ก้อนนี้มีวัตถุประสงค์ที่เหมือนกัน แต่มาตรฐานการตรวจสอบต่างกัน เงินภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน มีคณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบ ซึ่งต้องดำเนินงานต่อสภา แต่เงิน 12,000 ล้าน ในงบฯกลาง อยู่ใต้อำนาจของนายกฯ และครม. เปรียบเป็นการตีเช็คเปล่าให้นายกฯไปใช้ในโครงการอะไรก็ได้ ดังนั้น รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่า รัฐบาลจะมีมาตรการกลไกป้องกันอย่างไร ที่จะไม่ทำให้ความคล่องตัวกลายเป็นช่องโหว่ของการตรวจสอบ โดยที่สภาแห่งนี้ ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ประเทศกำลังจะเอาเงินภาษีประชาชนไปทำอะไรในอนาคต
นางสาววทันยา กล่าวว่า เงิน 12,000 ล้านบาทยังถูกตั้งแยกออกจากเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน เท่ากับรัฐบาลมีเงินทั้งสิ้น 112,000 ล้านบาท ที่เป็นรายจ่ายที่สามารถยืดหยุ่นทำอะไรก็ได้ในอนาคต สิ่งที่สภาต้องระวังคือเรากำลังเห็นรูปแบบการตั้งงบ ที่มีชื่อตามสถานการณ์ แต่รายละเอียดการใช้เงินจริงกลับถูกกำหนดในภายหลัง เช่น ค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ในปีก่อนก็ได้ทยอยตัดลดงบจนสุดท้ายกลายเป็นเหลือ 0 เพียงแต่ปีนี้เปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่ กลายเป็นเรื่องของพลังงาน กลายเป็นว่า รัฐสภากำลังอนุมัติโครงการ หรืออนุมัติเช็คเปล่าไปให้รัฐบาลกำหนดเองในภายหลังที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบการใช้จ่ายได้ ตนพร้อมที่จะสนับสนุนการลดต้นทุนพลังงาน เพื่อความมั่นคงและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ
นางสาววทันยา กล่าวด้วยว่า เมื่อรัฐบาลขอใช้งบ หลายช่องทางพร้อมกัน มาตรฐานความโปร่งใสการตรวจสอบ จะต้องสูงขึ้นด้วย ไม่ใช่ยิ่งใช้ยิ่งต่ำลง หากรัฐบาลยืนยันว่า เงิน 12,000 ล้านบาทนี้ ไม่ซ้ำกับเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ก็ขอให้รัฐบาลเปิดเผยชื่อโครงการ หน่วยงานที่จะรับงบรวมถึงความคุ้มค่า หรือ KPI และหลักการอนุมัติให้ชัดเจน แต่หากรัฐบาลไม่สามารถที่จะให้รายละเอียดเหล่านี้ได้ สภานี้ก็ไม่ควรอนุมัติเช็คเปล่านี้ให้ ครม.และนายกฯ ใช้ในอนาคต เพราะประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงงบประมาณจากเงินทั้ง 2 ยอด ล้วนมาจากประชาชนว่า ทำไมต้องเสียเงิน 2 รอบพร้อมกัน แถมเป็นบิลที่ไม่เห็นใบเสร็จ ไม่สามารถตรวจสอบได้อีก