“อนุสรณ์” เตือนรัฐเร่งจัดระเบียบการลงทุน Data Center ชี้ไทยเสี่ยงได้ไม่คุ้มเสีย จี้วางยุทธศาสตร์-จัดโซนนิ่งก่อนอำนาจต่อรองหมด ยกตัวอย่างบทเรียนต่างประเทศ หวั่นกระทบด้านทรัพยากร
วันที่ 6 กันยายน 2569 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน เปิดเผยผลการวิเคราะห์การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในประเทศไทยด้วยมิติทางเศรษฐศาสตร์ โดยระบุว่า แม้ไทยกำลังกลายเป็นจุดหมายการลงทุนที่ร้อนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน แต่ผลตอบแทนสุทธิที่ตกถึงคนไทยอาจต่ำกว่าตัวเลขเงินลงทุนที่รายงาน เนื่องจากเงินลงทุนกว่าร้อยละ 45-60 รั่วไหลออกไปเป็นค่าฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์นำเข้า แทบไม่มีการผลิตภายในประเทศ อีกทั้งยังมีการจ้างงานถาวรเฉลี่ยเพียง 20-30 คนต่อการใช้ไฟ 100 เมกะวัตต์ ในขณะที่ต้นทุนด้านไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมกลับตกอยู่กับสังคมไทย โดยคาดว่ากำลังไฟฟ้าที่จ่ายให้ระบบดาต้าเซ็นเตอร์จะพุ่งสูงถึง 270 เมกะวัตต์ภายในปี 2572 ซึ่งปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่กำลังการผลิตไฟฟ้า แต่คือโครงข่ายสายส่งที่อาจเป็นคอขวด โดยเฉพาะเมื่อตั้งอยู่ในจุดที่ใช้ไฟหนาแน่นอย่างกรุงเทพมหานคร
นายอนุสรณ์กล่าวต่อไปว่า นอกเหนือจากปัญหาด้านไฟฟ้า ประเทศไทยยังเผชิญภาวะความตึงเครียดด้านน้ำ (Water Stress) สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในหลายพื้นที่จะดันความต้องการใช้น้ำสูงสุดในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งจะไปชนกับความต้องการของภาคเกษตรและครัวเรือน หากหน่วยงานรัฐปล่อยปละละเลยให้ลงทุนโดยไม่มีการกำกับดูแลจัดโซนนิ่ง หรือไม่ประเมินผลกระทบด้านทรัพยากร อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยากจะควบคุม ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศทั่วโลก
ทั้งนี้ นายอนุสรณ์ได้ยกตัวอย่างบทเรียนจากต่างประเทศ 3 กรณี ได้แก่ กรณีโครงการในรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ที่ประชาชนประท้วงรุนแรงเนื่องจากการขยายพื้นที่ทำลายภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์และต้องสร้างสายส่งแรงสูงผ่ากลางชุมชน รวมถึงกังวลเรื่องการแย่งชิงน้ำบาดาล กรณีการประท้วงในเนเธอร์แลนด์ที่กดดันจนบริษัท Meta ต้องยกเลิกโครงการระดับไฮเปอร์สเกล เนื่องจากกังวลว่าพลังงานไฟฟ้าสีเขียวทั้งหมดของประเทศจะถูกต่างชาติผูกขาด และกรณีวิกฤตพลังงานในไอร์แลนด์ ที่ดาต้าเซ็นเตอร์สูบไฟฟ้าไปกว่าร้อยละ 20 ของทั้งประเทศจนเสี่ยงต่อภาวะไฟดับ ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องออกนโยบายฉุกเฉินสั่งระงับการเชื่อมต่อกระแสไฟฟ้าให้กับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ทั้งหมด
นายอนุสรณ์ระบุว่า การที่ประเทศไทยจะก้าวสู่อุตสาหกรรมใหม่และสร้างฐานรายได้ได้จริงนั้น รัฐบาลต้องเร่งยกระดับทักษะทุนมนุษย์และผลักดันให้ธุรกิจไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมดิจิทัลไฮเทค ไม่ใช่ให้แรงงานไทยเข้าถึงได้เพียงแค่งานก่อสร้างหรืองานรักษาความปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของสภาพัฒน์ฯ ที่ระบุว่าอุตสาหกรรมนี้ใช้เงินลงทุนมหาศาลแต่จ้างงานน้อย หากปล่อยให้มีการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในระยะยาวไทยจะได้ประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
นายอนุสรณ์ยังได้เสนอแนะให้รัฐบาลเร่งยกระดับกฎหมายควบคุมพื้นที่เก็บเชื้อเพลิงสำรองของดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตชุมชน เนื่องจากบางแห่งมีการเก็บน้ำมันสำรองสูงถึงกว่า 4 แสนลิตร จึงต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าหรือสูงกว่าสถานีบริการน้ำมันในเมือง และหากเป็นศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ รัฐควรจัดระเบียบโซนนิ่งให้ออกไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมแทนการกระจุกตัวอยู่ใจกลางเมือง เพื่อให้สามารถกำกับดูแลความปลอดภัย ตลอดจนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด