“สมชัย” เค้นพิรุธ คณะอนุกรรมการสอบคดีฮั้ว สว. ชุด 36 แทบไม่ซักถามหรือสงสัย แฉออกตัวป้องผู้มากบารมีบุรีรัมย์ ด้าน “พริษฐ์” งัด 4 ข้อพิรุธมีธงอุ้มนักการเมือง เฉ่งอนุฯ ชุด 36 ทำงานค้านสายตา 


วันที่ 6 กันยายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ในคดีฮั้วเลือกสว. ว่า กกต.ตั้งคณะอนุกรรมการชุด 36 ขึ้นมา เนื่องจากเห็นว่าอนุกรรมการชุดที่ 35 มีภาระงานมาก มีความรู้ ความเชี่ยวชาญไม่พอ แต่หลายคนในคณะอนุกรรมการชุด 36 เป็นกรรมการในชุดเดิม เมื่อเข้ามาทำงานกลับไม่ค่อยซักถาม ความชอบธรรมคณะอนุกรรมการชุด 36 จึงไม่ค่อยมี อนุกรรมการชุด 36 จะประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้งคือ วันอังคารและวันพฤหัส ทีมเลขานุการกกต.จะสรุปสำนวนคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนส่วนกลาง ชุด 26 ทั้งข้อมูลจากผู้ถูกกล่าวร้อง และความเห็นคณะกรรมการชุดดังกล่าวต่อที่ประชุม การประชุมช่วงแรกๆอาจซักถามบ้าง แต่ระยะหลังฝ่ายเลขาเป็นผู้รายงานเกือบทั้งหมด เช่น การประชุมครั้งที่ 13/2569 มีเอกสาร 39 หน้า ฝ่ายอ่าน 38 หน้าครึ่ง กรรมการแทบไม่ซักถามหรือสงสัย มีเพียงมติรับทราบข้อชี้แจง และไม่พบว่าได้เรียกคณะกรรมการชุด 26 มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือนำเอกสารต้นฉบับมาพิจารณา เป็นเพียงการสรุปผลการสอบสวนของชุดที่ 26  

นายสมชัยกล่าวว่า ขณะเดียวกันพบว่า แม้นายเชาวนะ ไตรมาศ เป็นประธานอนุกรรมการชุด 36 แต่นายอนุชา จันทร์สุริยา หนึ่งในอนุกรรมการ มีบทบาทนำประชุม ทั้งตั้งประเด็น กำหนดกรอบการพิจารณา ในการประชุมครั้งที่ 4/2569 มีการกล่าวถึงผู้มีบารมีนอกพรรค ในจ.บุรีรัมย์ แต่มีอนุกรรมการคนหนึ่งทักท้วงว่า บุคคลดังกล่าวไม่เกี่ยวกับผู้สมัคร พรรคการเมือง ไปยุ่งกับเขาทำไม เขาแค่เตะบอล นุ่งกางเกงขาสั้น ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้อง แต่ฝ่ายเลขานุการชี้แจงว่า แม้ไม่เป็นผู้สมัคร ไม่เกี่ยวกับพรรค แต่หากเป็นผู้ทำความผิดก็นำมาอยู่ในสำนวนได้ การที่นายอนุชาพยายามตีกรอบ อาจตีกรอบที่ดี ทำให้เกิดการวินิจฉัยชัดเจนขึ้น หรืออาจตีกรอบให้ใครผิดหลุดไปเลย แต่สิ่งที่แปลกคือ การตีกรอบการประชุมครั้งที่ 3 ว่านักการเมืองไม่สามารถช่วยหรือแทรกแซงการฮั้วสว.ได้ และผู้สมัครไม่สามารถไปขอรับความช่วยเหลือได้นั้น เป็นการตีกรอบไม่ถูกต้อง แปลว่าไม่มีผู้สมัครคนใดไปเกี่ยวกับฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจะได้เป็นสว.หรือไม่ แปลว่าฝ่ายการเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทุจริต ควรร้องขออำนาจศาล ดูรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการชุด 36 ครั้งสุดท้าย วันที่ 24 ก.พ.2569 ว่าอนุกรรมการแต่ละคนเขียนคำวินิจฉัยส่วนบุคคลอย่างไร เพราะมี 5 คน ยกคำร้องทั้งหมด อีก 2 คน ไม่ยกหมด ควรไปดูคำวินิจฉัยมาจากกรอบที่บิดเบี้ยวหรือไม่ หากมาจากกรอบที่บิดเบี้ยวก็เอาผิดคณะอนุกรรมการชุด 36 ที่ลงมติยกคำร้อง โดยตีความกฎหมายที่บิดเบี้ยวได้ 

 


“ไอติม” งัด 4 ข้อพิรุธมีธงอุ้มนักการเมือง

จากนั้นนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคประชาชนอยากตั้งคำถามการทำงานคณะอนุวินิจฉัย ชุดที่ 36 มี 4 ข้อพิรุธคือ 1.ที่มาและความจำเป็นการตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุด 36 ยังไม่ชัดเจน แม้ชุดที่ 26 และชุด 36 จะเป็นชุดพิเศษทั้งคู่ แต่ความจำเป็นและน้ำหนักไม่เท่ากัน ชุดที่ 26 เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)มาร่วมด้วย ถือว่าสมเหตุผล แต่ชุดที่ 36 ตัวแทนกกต.ชี้แจงว่า ภาระงานของทั้ง 35 ชุดมีมากอยู่แล้ว หากให้ทำคดีนี้ที่มีความละเอียด จะยิ่งเพิ่มภาระอีก จึงตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุด 36 จำนวน 7 คน แต่ยังไม่ได้คำตอบชัดเจนจากกกต.ว่า 7 คนดังกล่าวมีชื่อทับซ้อนใน 35 คณะหรือไม่  และยังไม่ได้คำตอบว่าคณะอนุกรรมการดังกล่าวเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์เฉพาะทางหรือไม่  2.กระบวนการทำงาน ชุด 36 ประชุมตั้งแต่เดือนพ.ย.68-มี.ค.69 ประมาณ 20-30ครั้ง ยังไม่รับรู้ผลลัพธ์การทำงานว่า มีข้อมูลกี่หน้า และมีพยานหลักฐานอย่างไร ยังเป็นหลุมดำอยู่  3.การตีความของชุด 36 หลายครั้งสอดรับโดยบังเอิญหรือไม่กับธงทางการเมือง เนื่องจากตามขั้นตอนกกต.จะดูว่า เป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้หรือไม่และสั่งฟ้อง ไม่มีหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจนสิ้นข้อสงสัย แต่การทำงานชุด 36 หลายครั้งจะซักถามหลักฐาน เพื่อตีตกหลักฐานที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ จนสิ้นความสงสัย ทั้งที่มีข้อสงสัยเพียงพอสั่งฟ้องศาลได้ แต่ตีความปกป้องนักการเมือง ไม่ให้สาวถึงนักการเมืองสีน้ำเงินเข้ม ระดับรัฐมนตรี สส. ผู้บริหารพรรค พยายามปฏิเสธขบวนการโกงสว.   


นายพริษฐ์กล่าวว่า 4.ที่ผ่านมาชุดที่ 36 มีความเห็นว่า ไม่มีใครมีความผิดแม้แต่คนเดียว ค้านต่อหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ ที่ผ่านมากกต. มีการสั่งฟ้องไปศาลอย่างน้อย 2 กรณี ที่มีหลักฐานแค่ไม่กี่ข้อความในแอปพลิเคชั่นไลน์คือ จ.นครราชสีมา เป็นแชตไลน์บุคคลหนึ่งที่ไปขอแลกคะแนนกับอีกฝ่าย ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องเส้นเงิน การเสนอตำแหน่งเกี่ยวข้อง แต่กกต.สั่งฟ้องศาล และศาลพิพากษาว่าผิด อีกกรณีที่จ.ชลบุรี เป็นข้อความไลน์ที่บอกให้มาจับคู่กัน กกต.ก็ส่งฟ้องศาล ขอตั้งคำถามเมื่อกกต. เคยมีบรรทัดฐานว่า ข้อความเพียงไม่กี่ข้อความในไลน์ เป็นหลักฐานเพียงพอ ส่งไปยังศาลได้ แต่ชุดที่ 36 ทำงานอย่างไรจึงบอกว่า หลักฐานที่เห็นเส้นเงินที่จ.สุราษฎร์ธานี ไม่ใช่หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าทุจริต