เปิดหลังฉากพบ 76 ทูต 9 ภูมิภาค “รัฐบาลอนุทิน” จัดทัพการทูตเศรษฐกิจ ดันไทยคืนเวทีอาเซียน–เอเชีย เร่ง FTA เปิดตลาดใหม่ ดึงลงทุนคุณภาพกลับเข้าเรดาร์โลก


วันที่ 6 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า การพบคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศ และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย รวม 76 คน ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการรับรองทางการทูตตามวาระ แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตเชิงรุกที่รัฐบาลประกาศไปก่อนหน้านี้ และการจัดแผนที่การทูตเศรษฐกิจใหม่ของไทย


โดยนายอนุทิน ให้ความสำคัญกับการใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือเปิดประตูเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ตลาด และการลงทุน นำไปสู่การแบ่งโจทย์หารือกับคณะทูตเป็น 9 กลุ่มภูมิภาค เพื่อให้แต่ละความสัมพันธ์ต่อยอดเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้


“แกนหลักสำคัญของรัฐบาลคือการพาไทยกลับมายืนในสายตาโลกอีกครั้ง ในฐานะประเทศเปิดกว้าง เชื่อถือได้ และเป็นจุดเชื่อมอาเซียน ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน วิกฤตพลังงาน อาหาร และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่” แหล่งข่าว กล่าวและว่า


 อาเซียนเป็นภูมิภาคแรกที่ไทยต้องกลับมามีบทบาทให้ได้ โดยที่ผ่านมานายอนุทินเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งหลังจากนี้เตรียมเดินทางต่อไปยังฟิลิปปินส์ บรูไน และติมอร์-เลสเต


โดยตอนนี้ รัฐบาลมองว่าวิกฤตตะวันออกกลางเป็นสัญญาณเตือนให้อาเซียนต้องเร่งบูรณาการเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร และซัพพลายเชน ขณะเดียวกันไทยต้องประสานสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความต่อเนื่องวาระประธานอาเซียนช่วงปี 2570-2571 ด้วย


แหล่งข่าว ยังระบุด้วยว่า รัฐบาลของนายอนุทิน กำลังใช้ FTA เป็นเครื่องมือดึงไทยกลับเข้าสู่เรดาร์นักลงทุน เร่งรัดความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ไทย-แคนาดา ไทย-เกาหลีใต้ ผลักดันไทย-เอฟตาที่บรรลุผลแล้ว รวมถึงเปิดทางตลาดใหม่ผ่านเปรู ศรีลังกา บิมสเทค และอาเซียน-แคนาดา ซึ่งการเร่ง FTA ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตลาดส่งออก แต่เป็นการเพิ่มแต้มต่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตและฐานธุรกิจในภูมิภาค นักลงทุนที่เข้ามาไทยจะไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ แต่เห็นประตูเชื่อมอาเซียน เอเชีย และตลาดพัฒนาแล้ว


ขณะเดียวกัน ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และเอเชียกลาง โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านอาหาร เกษตรแปรรูป ฮาลาล พลังงานสะอาด การแพทย์ เวลเนส และโลจิสติกส์ เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือด้วย


ในกลุ่มตะวันออกกลาง ไทยพยายามจะวางบทบาทเป็นหุ้นส่วนความมั่นคงอาหารระยะยาว พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงาน การท่องเที่ยว การแพทย์ และแรงงานไทย ส่วนแอฟริกาจะเดินกรอบ Thailand-Africa Initiative (TAI) เชื่อมการเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนา และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ


สำหรับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศเอเชียตะวันออก จะเน้นความร่วมมือยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม AI อุตสาหกรรมใหม่ และการปราบอาชญากรรมออนไลน์ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการลงทุนที่ไทยต้องการคือต้องเป็นการลงทุนคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และไม่ทิ้งปัญหาทุนผิดกฎหมายไว้ในประเทศ

แหล่งข่าว กล่าวว่า สำหรับการผลักดันบทบาทไทยในเวทีโลกในช่วงต่อไป จะมีอีกหลายเวทีทั้งสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ การประชุม Pre-COP การเดินทางเยือนฟิจิ การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ และการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งจะเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลใช้สื่อสารศักยภาพของไทยต่อนานาประเทศ


“รัฐบาลนายกฯอนุทิน ไม่ได้ต้องการแค่ความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ แต่ต้องแปลงความสัมพันธ์นั้นเป็นตลาดใหม่ เงินลงทุนใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และบทบาทใหม่ของไทยในอาเซียนด้วย”