“การดี” เผยข้อสงสัย TH-AI Passport หลังเปิดใช้งานมาแล้ว 5 วัน ชี้ประสิทธิภาพต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไปในตลาด ลั่นถ้าจ่ายเงินงบประมาณแล้วได้สิ่งที่แย่กว่า ก็อย่าทำต่อเลย
วันที่ 5 กันยายน 2569 นางสาวการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า จากการทดสอบระบบ พบว่าโมเดล AI ที่ให้บริการฟรีภายใต้โครงการมีประสิทธิภาพต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไปในตลาด และจำกัดจำนวนครั้งการใช้งานเพียง 20–50 คำสั่งต่อวัน แทนที่จะยกระดับทักษะดิจิทัล อาจกลับทำให้ผู้ใช้เกิดความเคยชินกับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือเรียกว่า ภาวะโง่ฉับพลันได้ ย้ำว่าหากใช้เงินงบประมาณแล้วได้ระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็ขออย่าดำเนินการเลย และเสนอให้ออกแบบระบบตามกลุ่มผู้ใช้งานจริง เช่น ผู้ประกอบการ SMEs นักเรียน ครู และข้าราชการ แทนที่จะบังคับใช้แบบเหมารวม
นางสาวการดีกล่าวต่อว่า อีกจุดที่เป็นห่วงมากคือข้อกำหนดใน TOR ที่ระบุว่าสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานผู้ใช้ได้ทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม รวมถึงการปิดกั้นบางคำสั่ง และสามารถย้อนกลับไปเชื่อมโยงถึงเลขบัตรประชาชน ที่อยู่ และครอบครัวได้ ซึ่งข้อมูลคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในยุคนี้ การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลส่วนตัวต้องโปร่งใสและเคารพสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ต้องชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของข้อมูล และจะไม่นำไปสร้างประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
นอกจากนี้ยังต้องการคำตอบว่าโครงการนี้เชื่อมโยงกับการพัฒนา โมเดลภาษาขนาดใหญ่แห่งชาติ (National LLM) อย่างไร เนื่องจากไม่ได้ระบุไว้ใน TOR แม้ผู้บริหารระดับสูงจะระบุว่าจำเป็นต้องมีโครงการนี้จึงจะเดินหน้าเรื่องดังกล่าวได้
นางสาวการดีกล่าวอีกว่า แม้จำนวนผู้ลงทะเบียนทะลุหลายล้านคน แต่เตือนว่าอย่าเพิ่งชื่นชมเกินไป เพราะยังมีคำถามเรื่อง การล็อกสเปกและการผูกขาดผู้ให้บริการ โดยเฉพาะเมื่อผู้รับจ้างมีฐานข้อมูลประชาชนจำนวนมากอยู่แล้ว อาจส่งผลต่อการประมูลในขั้นตอนต่อไป
“ต้องกล้าตั้งเป้าหมายที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่จำนวนคนเข้าใช้ แต่ต้องบอกได้ว่าการยกระดับทักษะ AI เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ประเทศได้อะไรกลับคืนมา” พร้อมเสนอให้จัดทำแดชบอร์ดเปิดเผยความคืบหน้า และจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการสื่อสารและดิจิทัล สภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 8 กันยายนนี้
นางสาวการดี ยังตอบโต้ข้ออ้างของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลที่ระบุว่าผู้ใช้ “ใช้ผิดประเภท” ว่าได้ทดสอบด้วยบัญชีใหม่และคำสั่งเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันชัดเจน “ถ้าจ่ายเงินงบประมาณแล้วได้สิ่งที่แย่กว่าหรือเทียบไม่ได้กับสิ่งที่มีอยู่ในตลาด ก็ไม่มีเหตุผลที่จะดำเนินต่อไป ต้องยอมรับว่าระบบยังไม่พร้อม