“ศุภชัย” สวนเดือดไม่ได้ปกป้อง กกต. ชี้ตรวจสอบต้องรอบด้านไม่ใช่เอะอะกล่าวหา เตือนไม่ใช่ถนนเดินรถทางเดียว ตอกหน้าที่ สส. ไม่ใช่แค่ “เอาเพจพรรคมาตอบโต้”
วันที่ 4 ก.ย.2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อและประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กย้ำจุดยืนการทำหน้าที่ สส. ในการพิจารณารายงานประจำปีของ กกต. ชี้การตรวจสอบไม่ใช่การตั้งป้อมกล่าวหาหรือใช้เวทีสภากดดันการวินิจฉัย พร้อมซัดกลับกระแสวิจารณ์ ลั่นแฟนคลับรอดูความชัดเจนวันพฤหัสบดีนี้ โดยระบุว่า
ตรวจสอบ กกต. ไม่ได้แปลว่าต้องกล่าวหา กกต. หน้าที่ของ สส. ไม่ใช่เพียงการ “เอาเพจพรรคมาตอบโต้” แต่หน้าที่สำคัญกว่านั้นคือ ใช้เวทีรัฐสภาตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยความรับผิดชอบ การที่สภารับทราบและอภิปรายรายงานประจำปีของ กกต. เป็นกระบวนการตรวจสอบองค์กรอิสระตามปกติ ฝ่ายค้านมีสิทธิตั้งคำถาม กกต. และฝ่ายรัฐบาลก็มีสิทธิตั้งคำถามต่อข้อมูล วิธีการ และข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านเช่นเดียวกัน การตรวจสอบจึงไม่ใช่ถนนเดินรถทางเดียว
นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ตนตั้งคำถามไม่ใช่ว่า กกต. ต้องได้รับการปกป้อง แต่คือ กกต. ต้องได้รับอิสระในการพิจารณาพยานหลักฐานโดยไม่ถูกฝ่ายการเมืองฝ่ายใดกดดันให้ตัดสินไปในทิศทางที่ตนต้องการ โดยเฉพาะเมื่อมีการหยิบข้อมูลจากสำนวนหรือเอกสารในกระบวนการไต่สวนมาเปิดเผยต่อสาธารณะ แล้วนำมาตีความกล่าวหาบุคคลต่าง ๆ ก่อนที่องค์กรผู้มีอำนาจจะวินิจฉัยเสร็จ เราในฐานะสมาชิกสภายิ่งต้องระมัดระวังว่า กำลังตรวจสอบ กกต. หรือกำลังใช้เวทีสภาสร้างแรงกดดันต่อ กกต. กันแน่
ส่วนการนำปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาประชดว่าใคร “เอาชีวิตคนมาบังหน้า” นั้น นายศุภชัย กล่าวว่า ชีวิตประชาชนไม่ควรถูกนำมาเป็นวาทกรรมเพื่อเอาชนะกันทางการเมือง เพราะปัญหานี้มีความละเอียดอ่อนและมีชีวิตของประชาชนกับเจ้าหน้าที่เป็นเดิมพัน สมควรถกเถียงกันด้วยข้อเท็จจริงและข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ มากกว่าการนำมาเหน็บแนมกัน
“ผมไม่ได้เป็น “ลูก” ของ กกต. และ กกต. ก็ไม่ใช่ “บุพการี” ของผม ผมจึงไม่รู้สึกอะไร” นายศุภชัย กล่าวและว่า
แต่เมื่อดูแล้วบางคนมีความสุขกับการด่า คงจะยิ่งมีความสุขที่จะโดนด่ากลับ เลยสนองความสุขให้ ก็แค่นั้น และโพสต์ของตน ยิ่งทำให้ได้รู้ว่าพันธุ์เดียวกันในสังคมที่เปรียบเป็นดั่งสัมภเวสีมีอยู่ล้นหลามจริงๆ
นายศุภชัย ยังกล่าวด้วยว่า ตนเป็นผู้แทนราษฎร หน้าที่ของตนคือปกป้องหลักกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิของทุกคนที่จะไม่ถูกตัดสินว่าผิดเสียก่อนที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายจะพิจารณาพยานหลักฐานให้ครบถ้วน ถ้าการยืนยันหลักการเช่นนี้ถูกเรียกว่า “ปกป้อง กกต.” ผมก็อยากถามกลับสั้น ๆ ว่า—แล้วการกดดัน กกต. ให้คิดและตัดสินตามที่ฝ่ายตนต้องการ เราควรเรียกว่า “ตรวจสอบ” จริงหรือ?