“วัส ติงสมิตร” กางคำสั่งศาลปกครองสูงสุด เตือน “นพ.สรณ” ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุยิ่งยื้อยุ่งวุ่น เสี่ยงผิดอาญา


วันที่ 4 ก.ย.2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กระบุ ข่าวใหญ่ในวงการกฎหมายปกครองและการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (ศาลปกครองกลางอ่านเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569) มีคำสั่ง “กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น” ให้รับคำฟ้องของ ศ. คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไว้พิจารณา พร้อมสั่งให้พิจารณาคำขอทุเลาการบังคับต่อไป 


 ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด คณะกรรมการสรรหาฯ มีสถานะเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” คณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตามกฎหมายในการออกคำสั่งหรือมติที่มีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลโดยตรง จึงถือเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” (ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542)


เมื่อหมอสรณฟ้องว่า คณะกรรมการสรรหาใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มีคำวินิจฉัย ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง)

 ผลของคำวินิจฉัยต่อการปฏิบัติหน้าที่

• เมื่อคณะกรรมการสรรหาอ้างว่า ใช้อำนาจ (ตามมาตรา 15/1 แห่งกฎหมาย กสทช.) วินิจฉัยลักษณะต้องห้ามของหมอสรณว่า การที่หมอสรณไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ (ตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3)) ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย (ตามมาตรา 18)


• เมื่อกฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหากรรมการ กสทช. ใหม่ โดยหมอสรณจะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้ และเมื่อคณะกรรมการสรรหาได้มีคำวินิจฉัยดังกล่าว ย่อมถือเป็นเหตุให้หมอสรณต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. (ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5))

• โดยหมอสรณไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ต่อไปได้ (ตามนัยมาตรา 20 วรรคสาม ที่แก้ไขแล้ว)


เจตนารมณ์ในการรักษาความต่อเนื่อง

กรณีดังกล่าวกฎหมายให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่า 4 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก


คำวินิจฉัยเป็น “คำสั่งทางปกครอง” 

• คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของหมอสรณ จึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" (ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539)

• หมอสรณจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหา

• และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายดังกล่าว ต้องมีคำบังคับของศาลให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา (ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง) หมอสรณจึงเป็น "ผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง" (ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง) อุทธรณ์ของหมอสรณฟังขึ้น

 ไม่ต้องเยียวยาภายในก่อนฟ้อง 

• เมื่อมาตรา 15/1 วรรคหนึ่ง แห่งกฎหมาย กสทช. ที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นที่สุด และคณะกรรมการสรรหาได้แจ้งสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้หมอสรณทราบ (ตามนัยมาตรา 50 แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง) ไว้ในหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยแล้ว หมอสรณจึงไม่ต้องดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาล (ตามมาตรา 42 วรรคสอง)


• เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า หมอสรณได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 จึงถือเป็นวันที่หมอสรณรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี


• หมอสรณจึงต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายใน 90 วันนับแต่วันดังกล่าว คือ ฟ้องภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 การที่หมอสรณยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 จึงเป็นการฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (ตามมาตรา 49 แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง)


คำสั่งศาลปกครองสูงสุด

• การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย

• จึงมีคำสั่ง “กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา และมีคำสั่งในเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของผู้ฟ้องคดีต่อไป”


สรุปคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

นายวัส กล่าวอีกว่า ในชั้นนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังไม่ได้วินิจฉัยว่า หมอสรณมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) จริงหรือไม่ และยังไม่ได้วินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (ซึ่งอยู่ในหน้าที่ของศาลปกครองกลางที่จะต้องวินิจฉัยต่อไป) เพียงแต่วินิจฉัยในชั้น “สิทธิฟ้องคดี” ว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลกระทบต่อสถานะของผู้ฟ้องคดีโดยตรง จึงเป็นคำสั่งทางปกครองและผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องศาลได้โดยไม่ต้องรอให้พ้นจากตำแหน่งเสียก่อน


ศาลปกครองสูงสุดไม่ได้กล่าวตรง ๆ ว่า “คำวินิจฉัยนี้ไม่ใช่เพียงความเห็นภายในองค์กร” (Internal Opinion) แต่การที่ศาลวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็น “คำสั่งทางปกครอง” ซึ่งมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ย่อมเป็นเหตุให้อนุมานได้ว่า ศาลมิได้ถือว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นหรือการดำเนินการภายในที่ไม่มีผลทางกฎหมายต่อหมอสรณ


เตือน “หมอสรณ” ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่

นายวัส กล่าวอีกว่า แม้นว่าคำสั่งศาลปกครองสูงสุดฉบับนี้จะเป็นการ “เปิดประตูศาล” รับคำฟ้องไว้พิจารณาเพื่อพิสูจน์ความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง แต่ในมิติของ นิติรัฐ (Rule of Law) และ หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ของหมอสรณ ในการประชุมตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ดังนี้


• ความเสี่ยงต่อผลกระทบทางกฎหมาย: เมื่อคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของคณะกรรมการสรรหายังคงมีผลในทางปกครอง การดึงดันปฏิบัติหน้าที่หรือเข้าประชุมในฐานะประธาน กสทช. อาจถูกโต้แย้งในภายหลังถึงความชอบด้วยกฎหมายของมติหรือคำสั่งใดๆ ที่ออกในระหว่างนี้ รวมทั้งเสี่ยงต่อความผิดทางอาญา


• ทางออกที่สง่างาม นายวัส ระบุว่า หมอสรณพึงหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ตั้งแต่วันนัดประชุมในวันที่ 3 กันยายน 2569 เป็นต้นไป จนกว่าศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับ “คำขอทุเลาการบังคับ” เพื่อความรับผิดชอบต่อสาธารณะและรักษาเสถียรภาพขององค์กรกำกับดูแลระดับชาติ โดยให้กรรมการที่เหลือทยอยพิจารณาเรื่องที่ค้างพิจารณากว่า 170 วาระให้ลุล่วงไปด้วยดี ก่อนที่ประเทศชาติจะเสียหายมากกว่านี้


https://www.facebook.com/share/p/1LT3ygWFWk/