“รัดเกล้า” กมธ.กฎหมายฯ เดินหน้าผลักดันสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ “มานิ” เผยข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ไม่อยากให้เรียก “ซาไก” หรือ “เงาะป่า” ชี้กระทบต่อความรู้สึกและศักดิ์ศรี ขออย่าตีตราด้วยคำเรียก
วันที่ 3 กันยายน 2569 นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมแถลงข่าวถึงปัญหาสิทธิและคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ พร้อมด้วย นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ และ นายศารทูล วุฒิศักดิ์ศิลป์ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการฯ โดยมีนักวิชาการและผู้ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ได้แก่ ดร.พิพัฒน์ จรัสเพ็ชร นายณัชกรณ์ เชิดชูกิจกุล และนางสาวณอร จิกรภิรมย์ ร่วมสะท้อนข้อเท็จจริงและปัญหาที่เกิดขึ้นกับพี่น้องชาวมานิ
นางรัดเกล้ากล่าวว่า ประเด็นของกลุ่มชาติพันธุ์มานิไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ความแตกต่าง” แต่เป็นเรื่องของ สิทธิขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะสิทธิในการดำรงชีวิต การเข้าถึงพื้นที่ทำกิน และการได้รับการยอมรับในอัตลักษณ์ของตนเอง
“สิ่งที่เราต้องถามกันคือ วันนี้พี่น้องชาวมานิได้รับสิทธิที่กฎหมายรับรองอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง เพราะการมีสิทธิอยู่ในกฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากในชีวิตจริงพวกเขายังไม่สามารถเข้าถึงสิทธินั้นได้”
อีกประเด็นสำคัญที่คณะกรรมาธิการฯ ได้รับข้อมูล คือเรื่องการเรียกกลุ่มชาติพันธุ์มานิว่า “ซาไก” หรือ “เงาะป่า” ซึ่งแม้คำเหล่านี้อาจถูกใช้ในสังคมมาเป็นเวลานาน และบางคนอาจไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่น แต่สำหรับชาวมานิ คำดังกล่าวมีความหมายที่กระทบต่อความรู้สึกและศักดิ์ศรีของพวกเขา
“เมื่อเจ้าของอัตลักษณ์บอกกับเราว่า เขาต้องการให้เรียกเขาว่า “มานิ” สิ่งที่สังคมควรทำไม่ใช่การบอกว่า คำเดิมก็ใช้กันมานานแล้ว แต่คือการรับฟังและเคารพชื่อที่พวกเขาเลือกใช้เรียกตัวเอง เพราะการเคารพชื่อของคนคนหนึ่ง คือการเคารพตัวตนและศักดิ์ศรีของเขาด้วย”
นางรัดเกล้ากล่าวต่อว่า ปัญหาการใช้คำเรียกดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสื่อสารระหว่างบุคคล แต่ยังพบในพื้นที่สาธารณะ เช่น ป้ายบอกทางและหนังสือเรียน ซึ่งสะท้อนว่าความเข้าใจของสังคมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ยังจำเป็นต้องได้รับการทบทวน ทั้งในเรื่องภาษา การศึกษา และการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐ
ขณะเดียวกัน สิทธิในการดำรงชีวิตและการใช้พื้นที่ทำกิน เป็นอีกประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะพื้นที่ทำกินมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับวิถีชีวิต ความมั่นคง และการดำรงอยู่ของชุมชนมานิ การแก้ปัญหาจึงไม่ควรมองเพียงเรื่องการจัดการพื้นที่ของรัฐ แต่ต้องมองควบคู่กับสิทธิของประชาชนและวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย
“เราไม่ควรมองพี่น้องมานิเป็นเพียงกลุ่มคนที่แตกต่าง แต่ต้องมองพวกเขาในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่มีสิทธิ มีศักดิ์ศรี และมีเสียงของตัวเองเหมือนกับเราทุกคน”
นางรัดเกล้าย้ำว่า ทั้งปัญหาพื้นที่ทำกินและการไม่เคารพอัตลักษณ์ ล้วนสะท้อนปัญหาเดียวกัน คือ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิและการได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม ดังนั้น การแก้ไขต้องไม่หยุดอยู่ที่การรับทราบปัญหา แต่ต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ
คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน จึงพร้อมติดตามและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้สิทธิที่กฎหมายรับรองเกิดขึ้นได้จริง รวมถึงสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ และส่งเสริมให้พี่น้องชาวมานิได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพและเท่าเทียมในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคมไทย
“ความเป็นธรรมไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำให้ทุกคนเหมือนกัน แต่หมายถึงการที่ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเอง และได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน”