สส. ปชน. “วิสุทธิ์” ซัด ครม.สัญจรสงขลา ทุ่มงบประมาณกว่า 1 แสนล้าน ปรับปรุงแต่โครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ค่าเฉลี่ยด้านการศึกษาของเด็กปฐมวัยภาคใต้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ จี้ต้องกล้าปรับสมดุลการพัฒนาใหม่
วันที่ 2 กันยายน 2569 นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงผลการประชุม ครม.สัญจร ที่มีมติเห็นชอบมาตรการพัฒนา 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส วงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท โดยเน้นไปที่การปรับปรุงถนน ด่านชายแดน รถไฟทางคู่ และการระบายน้ำ ว่าเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก พร้อมตั้งคำถามว่าการพัฒนาที่เน้นแต่ด้านคมนาคมและการสื่อสารมาหลายสิบปี ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นจริงหรือไม่
นายวิสุทธิ์ระบุว่า ข้อมูลจากสภาพัฒน์ชี้ให้เห็นว่า หลายจังหวัดในพื้นที่ชายแดนใต้มีความก้าวหน้าด้านคมนาคมและการสื่อสารสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ แต่ความก้าวหน้าของคน ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา และเศรษฐกิจ กลับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก ยกตัวอย่างข้อมูลในปี 2567 ที่ระบุว่า จ.ยะลา มีดัชนีด้านคมนาคมและการสื่อสารเป็นอันดับ 7 ของประเทศ แต่กลับมีสัดส่วนประชากรยากจนสูงถึงร้อยละ 25.41 หรืออยู่ในอันดับ 76 จาก 77 จังหวัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพว่า “ถนนดีติดอันดับต้นๆ แต่ความยากจนติดอันดับท้ายๆ”
นายวิสุทธิ์กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ข้อมูลจากยูนิเซฟ (UNICEF) ยังระบุว่า เด็กในจังหวัดชายแดนใต้เข้าถึงการศึกษาปฐมวัยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศที่ 75% อย่างมาก เช่น ยะลาอยู่ที่ 57% และนราธิวาส 65% ส่วนทักษะการอ่านพื้นฐานของเด็กอายุ 7-8 ปี ค่าเฉลี่ยประเทศอยู่ที่ 47% แต่จังหวัดชายแดนใต้กลับอยู่ที่ 15-27% เท่านั้น เช่นเดียวกับการได้รับวัคซีนของเด็กอายุ 1 ขวบ ที่ค่าเฉลี่ยทั่วประเทศสูงถึง 82.6% แต่สงขลาอยู่ที่ 60.4% ยะลา 44.0% และนราธิวาสเพียง 28.5%
จากตัวเลขดังกล่าว สะท้อนว่าปัญหาชายแดนใต้ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องถนนหนทางไม่พอ แต่คือการลงทุนกับคนที่อยู่สองข้างถนนไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน หรือสถานพยาบาล ซึ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตเหล่านี้ไปไกลเกินกว่าจะรอให้ส่วนกลางนัดประชุมเพื่อตัดสินใจ นายวิสุทธิ์จึงเสนอแนวทางการพัฒนาชายแดนใต้ 3 ประการ คือ 1. ปรับสมดุลนโยบายจากการสร้างฮาร์ดแวร์ไปสู่การสร้างซอฟต์แวร์ คือการลงทุนด้านการพัฒนามนุษย์ สุขภาพ และการศึกษา 2. กระจายอำนาจและงบประมาณให้ท้องถิ่นมีทรัพยากรมากขึ้นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ และ 3. ส่วนกลางต้องมองเห็นความแตกต่างของแต่ละจังหวัด เพราะแต่ละพื้นที่มีบริบทและปัญหาที่แตกต่างกัน
“เราพูดเรื่องเดิม ทำเหมือนเดิม มาตลอดหลายสิบปี แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ดีขึ้น เราต้องกล้าปรับสมดุลการพัฒนาใหม่ เปลี่ยนจุดเน้นจากถนนไปสู่โรงพยาบาลและโรงเรียน ให้อำนาจการตัดสินใจและงบประมาณกับท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้ตอบสนองต่อการพัฒนาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง” นายวิสุทธิ์กล่าวทิ้งท้าย