“สาทิตย์” เผย ฝ่ายค้านจองกฐินซักฟอกทั้ง ม.151-152 นวดอภิปรายทั่วไปก่อน ค่อยชำแหละไม่ไว้วางใจ ยัน ประชาธิปัตย์ไม่รับสะพาน แม้จะอร่อยกว่า


วันที่ 1 กันยายน 2569 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวที่รัฐสภา ถึงการยื่นญัตติอภิปรายรัฐบาล ว่า พรรคฝ่ายค้านจะตัดสินใจยื่นทั้ง 2 อย่าง อภิปรายทั่วไปมาตรา 152 และอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ ตามมาตรา 151 แม้รัฐบาลจะบริหารประเทศมาเพียง 4-5 เดือน

แต่ปัญหาก็ยังรุมเร้า คือ ปัญหาเศรษฐกิจที่นายกรัฐมนตรีไม่เคยพูด โยนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยโตช้าที่สุดในอาเซียน ซึ่งในภาวะการคลังวิกฤต รัฐบาลพูดแต่การแจกเงินให้ประชาชนซึ่งเป็นปัญหาอยู่ แต่การทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น นายกรัฐมนตรียังสับสนในเรื่องการทำนโยบาย และบางเรื่องยังมีความขัดแย้งกันอยู่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่อมาคือเรื่องสังคมและความมั่นคงก็เป็นปัญหามาก เป็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเรื่องใหญ่ที่สุดคือการบริหารราชการแผ่นดิน การตั้งหน่วยงานหรือยุบหน่วยงานราชการต่างๆ เป็นต้น รวมถึงความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน 

ดังนั้นในหลายเรื่องเหล่านี้ เราจะนำส่วนหนึ่งไปอภิปรายโดยไม่ลงมติก่อน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ โดยนายกรัฐมนตรีกับรัฐบาลจะบริหารงานตามคอนเทนต์ เป่าแซกโซโฟน ทำท่าตีวอลเลย์บอลไปวันๆ ไม่ได้ เพราะปัญหาบ้านเมืองไปลึกมาก และชาวบ้านเดือดร้อนมาก แก้ปัญหาด้วยคอนเทนต์ทางโซเชียลมีเดีย ไม่ได้ แต่ต้องเอามาพูดอย่างจริงจังว่าปัญหาบ้านเมืองในเวลานี้อยู่ตรงจุดไหน แล้วจะเดินต่อไปให้บ้านเมืองรอดได้อย่างไร

นายสาทิตย์ กล่าวต่อไปว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งไว้ โดยในสัปดาห์นี้ฝ่ายค้านจะคุยถึงแนวทางในการยื่นชัดเจนมากขึ้น ก่อนที่จะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ 

จากการพูดคุยเบื้องต้นเข้าใจว่าจะยื่นอภิปรายทั่วไป ก่อนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และช่วงนี้มีเรื่องใหญ่เยอะ โดยในวันที่ 7-9 กันยายน อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระ 2 และ 3 ส่วนในวันที่ 14 กันยายน ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีวาระสำคัญในคดีฮั้ว สว. ที่ฝ่ายค้านจับมือกันทำงาน หากผลเป็นอย่างไรก็ยังไม่จบ ฝ่ายค้านต้องเดินหน้าต่อ ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกันยายนถือว่ามีเรื่องใหญ่เยอะแล้ว ดังนั้น การยื่นซักฟอกอาจจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน และยังมีเดือนธันวาคมอีกครึ่งเดือน ซึ่งเป็นช่วง 70 วันที่ต้องเลือกวันในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 

“ตามหลักเสียงของฝ่ายค้านไม่สามารถล้มรัฐบาลในสภาฯ ได้อยู่แล้ว แต่ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้จุดอ่อนเยอะ แผลเยอะ การทำงานก็ไม่มีความชัดเจนแน่นอน เพราะทุกวันนี้อาศัยการทำคอนเทนต์สร้างกระแสไปวันๆ ใช้อินฟลูเอนเซอร์เข้ามาช่วย กับหาทางลดแลกแจกแถม แต่พอถึงปัญหาวิกฤตการคลังทำไม่ได้ ไปไม่ออก ก็ใช้วิธีรำอย่างที่เห็น จึงต้องใช้ความจริงมาพูดกัน เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความจริงและผลลัพธ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน หากถูกเปิดปมความจริงและไม่สามารถชี้แจงได้ก็ยาก”

เมื่อถามต่อไปถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชวนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มารับประทานข้าวกับนายกฯ อร่อยกว่าไปกินที่โรงแรมพูลแมนแน่นอน ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นสัญญาณอะไรหรือไม่ นายสาทิตย์ ระบุว่า เป็นการทอดสะพานได้ แต่ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่รับสะพานอะไรทั้งนั้น ที่จะไปร่วมเป็นรัฐบาล และย้ำว่าบ้านเมืองตอนนี้จำเป็นต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ หากมีรัฐบาลเสียงข้างมากทำงานกันแบบรำไปมา ไม่ได้เข้าถึงประเด็นปัญหาที่แท้จริง และไม่มีผลงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ที่มากกว่าการกู้เงินมาแจก ถึงเวลาที่ต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ และยืนยันที่จะทำงานอย่างจริงจัง ไม่มีค้านแล้วรอไปร่วมรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าหากเป็นสนามเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีโอกาสหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวตอบว่า สนามเลือกตั้งครั้งหน้าไม่รู้จะเกิดเมื่อไหร่ เที่ยวนี้พรรคประชาธิปัตย์มีแค่ 21 เสียง หากเที่ยวหน้ามี สส. มากกว่านี้ ตอนนั้นก็ค่อยมาดูว่าจะเดินไปในทิศทางอย่างไร การเลือกตั้งครั้งหน้ายังอยู่อีกไกล และมีสูตรสมการทางการเมืองเกิดใหม่ขึ้นเยอะ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องนับฟ้า.