“อาลก” เล่าประวัติศาสตร์บริษัทผ่านทุกมรสุมวิกฤตเศรษฐกิจโลก ด้วยความยืดหยุ่นและปรับโครงสร้างองค์กร ชมกรุงเทพฯ ยังมีศักยภาพที่ยังพัฒนาได้อีก แนะต่างชาติย้ายฐานที่ตั้งมา แนะไทยปลดล็อกข้อจำกัด ให้รัฐวิสาหกิจมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น


วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ไทยรัฐกรุ๊ป จัดงาน THAIRATH FORUM 2026: THAILAND IN THE NEW GLOBAL ORDER ในหัวข้อ “พลิกโฉมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย” โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี, นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน), นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และนายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ร่วมถอดโจทย์เศรษฐกิจ มองหาโอกาส และทางรอดของไทยบนระเบียบโลกใหม่ ดำเนินรายการโดย นายสุผจญ กลิ่นสุวรรณ 


เมื่อถามว่า IVL มีฐานรายได้และโรงงานกระจายอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและการตั้งกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ คุณอาลกวางกลยุทธ์การบริหาร Portfolio และกระจายความเสี่ยงของอุตสาหกรรมในมืออย่างไร นายอาลก ระบุว่า เมื่อพูดถึงเส้นทางการพัฒนาขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทเอกชน สิ่งที่ตนเองมักเรียกว่า “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของผู้ก่อตั้ง” (Founder's Dilemma) คือความท้าทายในการส่งไม้ต่อจากผู้นำรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้

ตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา ตนเองได้เรียนรู้มากมายเช่นเดียวกับองค์กรอื่นๆ เราต้องสร้างที่ยืนให้กับ IVL ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 


“ผมเริ่มต้นจากการย้ายเข้ามาในประเทศนี้เพียงลำพังพร้อมกับครอบครัว คือภรรยาและลูกสองคนในขณะนั้น (ส่วนลูกคนที่สามเกิดที่นี่ในปี 1993) โดยมีเงินทุนตั้งต้นของครอบครัวอยู่ที่ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1988 ต่อมาในปี 1997 (วิกฤตต้มยำกุ้ง) เราเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผมเห็นเพื่อนฝูงจำนวนมากประสบปัญหาอย่างหนักในช่วงเวลานั้น อัตราดอกเบี้ยในไทยพุ่งสูงถึงประมาณ 15% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินดอลลาร์อยู่ที่เพียงครึ่งหนึ่งของตัวเลขดังกล่าว ดังนั้นบริษัทที่ไม่ได้บริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจึงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เราต้องเผชิญปัญหาอีกครั้งในปี 2008 จากวิกฤตการเงินโลก (GFC) ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเราในฝั่งตะวันตก” นายอาลก กล่าว


นายอาลก กล่าวอีกว่าธุรกิจอย่าง IVL นั้นต้องพึ่งพาปัจจัยหลายด้าน เรามีทีมบริหารและมีธุรกิจที่พยายามดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ สิ่งหนึ่งที่ผมต้องยอมรับและรู้สึกโชคดีมากคือการได้อยู่ในประเทศไทย ที่นี่คือศูนย์รวมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักทั้งหมดของผม แม้ลูกค้าของเราจะอยู่ทั่วโลก แต่ฐานการสนับสนุนทั้งหมดอยู่ที่ประเทศไทย ตนเองรู้สึกว่าการอยู่ในไทยทำให้เรามีฐานที่มั่นคงแข็งแกร่งมาก จากเงินทุนเริ่มต้น 10 ล้านดอลลาร์ในวันนั้น ปัจจุบันมูลค่าธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล และเราขยายตัวจากโรงงานเพียงแห่งเดียวไปสู่โรงงานกว่า 100 แห่งทั่วโลก ในฐานะผู้ก่อตั้ง เราต้องพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและไม่ควรนำทุกอย่างไปเสี่ยงไว้ในจุดเดียว นั่นคือเหตุผลที่เมื่อประมาณ 25 ปีก่อน (ในปี 2002) ผมจึงเริ่มการลงทุนในต่างประเทศครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเกิดขึ้นก่อนยุค Shale Gas แต่เป็นตลาดขนาดใหญ่ ตนเองเข้าซื้อกิจการที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน (distressed business) และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่ระดับโลก ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก


“ผมคิดว่าเราเลือกกลุ่มลูกค้าและตลาดเป้าหมายได้ดี เราต้องการอยู่ใกล้ชิดกับลูกค้า และอย่างที่ผมเคยกล่าวไปว่าเราได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญจากวิกฤตการณ์ปี 1997  (วิกฤตต้มยำกุ้ง) ซึ่งทำให้เราเข้าใจว่าจำเป็นต้องมีการขยายขนาดธุรกิจ (Scale) เพื่อให้ได้ขนาดที่เหมาะสมนั้น เราจึงได้ดำเนินการในลักษณะบูรณาการย้อนกลับ (Backward Integration) เข้ามาด้วย” นายอาลก ระบุ



นายอาลก ยังระบุอีกว่าเราได้ดำเนินการบูรณาการธุรกิจไปสู่ปลายน้ำ (forward integration) โดยสร้างธุรกิจทั้งระบบให้มีรากฐานที่แข็งแกร่งในบราซิล สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันหรือวิกฤตการณ์ในอิหร่านนั้น เรามองว่าไม่ใช่ปัญหาใหม่ เพราะเราเคยรับมือกับสถานการณ์ลักษณะนี้มาแล้วในปี 2022 ช่วงที่เกิดสงครามยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อเราอย่างมาก เนื่องจากวัตถุดิบของเราต้องผ่านกระบวนการกลั่น แต่เราไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง ในขณะที่ธุรกิจสองในสามของเราตั้งอยู่ในฝั่งตะวันตก ประกอบกับกระแสการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (electrification) ทำให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ต่างชะลอการลงทุนในโรงกลั่น ส่งผลให้ปริมาณวัตถุดิบในฝั่งตะวันตกมีจำกัด ซึ่งเราก็ได้จัดการกับความท้าทายเหล่านั้นมาแล้วและเราจะมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในปีนี้ ดังนั้น ในปี 2026 เราจะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากความพยายามและความมุ่งมั่นทั้งหมดที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยืดหยุ่น การปรับโครงสร้างองค์กร การบูรณาการห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงขนาดธุรกิจและกลุ่มฐานการดำเนินงาน (clusters) ที่เราสร้างขึ้นในสหรัฐอเมริกา บราซิล ยุโรป และอินโดนีเซีย 


“เมื่อมองย้อนกลับไป ผมรู้สึกภูมิใจมาก เพราะที่นี่(ไทย)คือประเทศที่เปิดโอกาสให้ IVL เติบโตและประสบความสำเร็จ และยังเป็นที่ที่ครอบครัวของผมอาศัยอยู่ ที่นี่จึงเปรียบเสมือนบ้านของเราจริงๆ แม้ว่าทุกอย่างอาจจะไม่ได้ราบรื่นไปเสียหมด แต่หากมองภาพรวมแล้ว 8 ใน 10 เรื่องถือว่าออกมาดีมากทีเดียวครับ”  นายอาลก ระบุ


เมื่อถามว่า สำหรับ IVL ซึ่งมองภาพ Supply Chain โลกระดับ Macro มาตลอด การผงาดขึ้นมาของตลาดเกิดใหม่ อย่างเช่น อินเดีย รวมถึงการย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน ช่วยลดความเสี่ยงให้กับธุรกิจของ IVL ได้มากน้อยแค่ไหน และภูมิภาคนี้จะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ทดแทนตลาดเดิมได้หรือไม่อย่างไร นายอาลก กล่าวว่า หากมองในระดับมหภาคหรือระดับโลก คำถามของตนเองคือ ในขณะที่มีตลาดใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น อินเดีย และนักลงทุนรายใหญ่จำนวนมากกำลังย้ายฐานธุรกิจเข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียจะสามารถคว้าโอกาสนี้เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างไร และประเทศไทยอยู่ในจุดไหนของภาพรวมนี้? สำหรับประเทศไทยนั้น เรามีระบบนิเวศทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมซึ่งได้รับการสั่งสมและพัฒนามาตลอด 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มาบตาพุดนั้นถือว่ามีศักยภาพเป็นเลิศและไม่เป็นรองใคร เรามีเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งมาก ส่วนในภาคยานยนต์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของเรา ก็กำลังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้ภาคยานยนต์ของไทยยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีภาคอิเล็กทรอนิกส์ที่เรามีความเชี่ยวชาญในการผลิตทั้งแผงวงจร (PCB) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ


ไทยยังมีเรื่องการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดแข็งของประเทศไทย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับประเทศได้ หากมองไปที่ตลาดทุน ผมคิดว่าเราเป็นรองแค่สิงคโปร์เท่านั้นในแง่ของขนาดตลาดในเอเชีย ทำไมเราถึงไม่ใช้ประโยชน์จากตลาดทุนที่เรามีอยู่ให้เต็มที่


นอกจากนี้ ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างยังมีโอกาสอีกมากมายมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อมองถึงระบบนิเวศทางธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ใช่แค่เรื่องการผลิตหรือการเติบโตทั่วไป ภูมิภาคนี้มีประชากรรวมกันถึง 250 ล้านคนและเป็นกลุ่มประชากรที่กำลังเติบโต 


“สำหรับผมแล้ว หากต้องเลือกว่าจะไปขยายธุรกิจที่ไหน ผมมองว่าแอฟริกาคือโอกาสที่ใหญ่กว่าอินเดีย เพราะตลาดอินเดียนั้นอิ่มตัวแล้ว อีกทั้งนักธุรกิจอินเดียยังเก่งกาจมาก การจะเข้าไปแข่งขันกับพวกเขาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นผมจึงเลือกไปที่แอฟริกามากกว่า” นายอาลก กล่าว


ชมกรุงเทพฯ ยังมีศักยภาพที่ยังพัฒนาได้อีก แนะต่างชาติย้ายฐานที่ตั้งมาที่นี่


นายอาลก ยังมองว่าการเข้าไปเจาะตลาดที่ยังไม่เคยถูกทดสอบหรือยังไม่มีใครเข้าไปทำตลาดอย่างจริงจังนั้นน่าสนใจมาก และนั่นคือโอกาสสำหรับ IVL และประเทศไทย ตนเองคิดว่าเราควรมาสำรวจศักยภาพตลาดทุนของไทยกันให้มากขึ้น เรามีมาตรการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent) ที่ดีเยี่ยม  ไทยมีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต่ำ มีอาหารที่ยอดเยี่ยม มีบุคลากรด้านการบริการชั้นเลิศ มีโรงเรียนแพทย์และโรงเรียนนานาชาติคุณภาพสูง รวมถึงมีความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม 


“ผมเพิ่งอ่านรายงานของธนาคารโลกที่ระบุว่ากรุงเทพฯ ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีกได้อีกมาก ดังนั้นผมจึงมองว่านี่เป็นโอกาสที่เยี่ยมยอดจริงๆ ก่อนที่เราจะขึ้นมาบนเวทีนี้ เราได้คุยกันในห้องพักรับรอง และมีการพูดถึงประเด็นที่ว่า บริษัทต่างชาติหลายแห่งควรย้ายฐานการดำเนินงานมาที่กรุงเทพฯ แทนที่จะเป็นฮ่องกงหรือสิงคโปร์ เพราะกรุงเทพฯ นั้นดีกว่า ปลอดภัยกว่า และน่าอยู่กว่ามากครับ”



เมื่อถามว่าธุรกิจขนาดใหญ่ของนายอาลก จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไรโดยไม่ทิ้งรายย่อยหรือ SME ไว้เบื้องหลัง ท่ามกลางวิกฤตการณ์โลก นายอาลก กล่าวว่า ขอยกตัวอย่างธุรกิจของ CPF ซึ่งทำธุรกิจที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง พวกเขาทำงานร่วมกับเกษตรกรรายย่อยนับพันราย ส่วนกลุ่ม PTT ของเรานั้นมีซัพพลายเชนขนาดใหญ่ เรามาจากต่างประเทศ เข้ามาลงทุนและเติบโตในไทย จนบริษัทหนึ่งกลายเป็นบริษัทระดับพันล้านดอลลาร์ ลูกเขยของผมเองก็มาจากลอนดอนเพื่อเริ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์โดยมีโรงงานแห่งเดียวในไทย วิกฤตการณ์ทางการเงินปี 1997 (ต้มยำกุ้ง) ทำให้ครอบครัวคนไทยจำนวนมากตระหนักว่าพวกเขาไม่อยากเป็นหนี้และต้องการปลอดหนี้โดยสิ้นเชิง แต่ถ้าไม่เติบโตก็คงไม่ได้


“ผมคิดว่านั่นคือสถานการณ์ของ SME และสำหรับตัวผมเอง ผมมองว่าบริบทในเรื่องนี้อาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง ยกตัวอย่างในอินเดีย เรามีธุรกิจยานยนต์และให้การสนับสนุนลูกค้าของเรามาโดยตลอด เราเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยและใช้ประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมอบสิทธิประโยชน์มากมาย เช่น การยกเว้นภาษีในช่วง 10 ปีแรก เราสนับสนุนลูกค้าด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีและดึงดูดให้บริษัทญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยร่วมกับเรา ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่และมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างมาก เช่น ในอดีตเราต้องบดขยี้ขวดพลาสติกใช้แล้วเพื่อนำมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกใหม่ แต่ปัจจุบันเราสามารถนำขวดใช้แล้วเข้าสู่ระบบการผลิตได้โดยตรงด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงาน”


นายอาลก ยังกล่าวว่า นอกจากนี้ เรายังมีความมั่นใจอย่างมากในศักยภาพของเรา โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือที่เรามีแหล่งก๊าซจากชั้นหินดินดาน (Shale gas) และมีกระบวนการผลิตที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ (แหล่งก๊าซ) ไปจนถึงปลายน้ำ (ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี) ซึ่งเราเป็นบริษัทเดียวในโลกที่มีความครบวงจรเช่นนี้ ในขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญปัญหาด้านพลังงานที่มีราคาสูงและขาดความสามารถในการแข่งขันอันเนื่องมาจากวิกฤตยูเครนในปี 2022 ซึ่งผมมองว่าเป็นประเด็นที่ประเทศไทยควรเฝ้าระวัง


“ผมเฝ้าดูสถานการณ์มาตลอด สิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้นจนควบคุมไม่ได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อคุณ อย่างกรณีของอินเดียที่มีประชากรถึง 1.4 พันล้านคน การเติบโตในระดับสูงจึงเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขา สำหรับผม สิ่งสำคัญที่อยากจะเรียนรู้คือเรื่องที่เห็นในหนังสือพิมพ์วันนี้เกี่ยวกับเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 5% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า (จนถึงปี 2037) คำถามคือเราจะทำได้สำเร็จหรือไม่ ผมคิดว่าเราทำได้นะ ผมไม่ได้กังขาในเรื่องนี้เลย ผมเชื่อว่าเราทำได้ แต่เราต้องเปิดประตูรับโอกาสและขยายธุรกิจออกไปนอกประเทศด้วย ทั้งการลงทุนจากต่างประเทศและการลงทุนของไทยในต่างประเทศจะเป็นกุญแจสำคัญที่พาเราไปถึงจุดนั้นได้ คุณพูดถึงจุฬาฯ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิมากมายมาสอนนักศึกษา ผมคิดว่าเราแค่ต้องใช้ประโยชน์จากสถาบันการเงินและตลาดทุนให้มากขึ้นอีกนิด และผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องกล้าเสี่ยงมากขึ้นอีกหน่อยครับ


สรุปก็คือ ไม่ว่าธุรกิจจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่แค่ไหน หากคุณมีความกล้าที่จะเสี่ยงบ้าง ประกอบกับนโยบายและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เรามีในประเทศไทย รวมถึงปัจจัยต่างๆ ในระดับโลก ก็มีความเป็นไปได้สูงที่คุณจะประสบความสำเร็จเมื่อเปิดประตูและขยายธุรกิจออกไปนอกประเทศไทยครับ”


แนะไทยปลดล็อกข้อจำกัด ให้รัฐวิสาหกิจมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น

เมื่อถามว่า ความคาดหวังต่อนโยบายรัฐ: "รัฐบาลต้องเป็นฟองน้ำ" ในฐานะเป็นผู้บริหารในธุรกิจยักษ์ใหญ่แถวหน้าของไทย เป็นอย่างไร นายอาลก กล่าวว่า ในตอนท่านรองนายกรัฐมนตรีและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาร่วมหารือ ตนเองก็ได้เสนอแนะให้มีการปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรัฐวิสาหกิจที่ควรมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้เราสามารถก้าวข้ามสถานะแค่ทางผ่านไปสู่การเป็นศูนย์กลางที่แท้จริง เหมือนกับที่ดูไบหรืออาบูดาบีทำสำเร็จมาแล้ว ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ เช่น การผลิตในจังหวัดหนึ่งแต่ไปจำหน่ายอีกจังหวัดหนึ่งซึ่งทำไม่ได้ในขณะนี้ นี่คือจุดที่ควรได้รับการปรับปรุง แต่สำหรับผมแล้ว ผมมองเห็นโอกาสมหาศาลคล้ายกับโมเดลของสิงคโปร์ ที่ธุรกิจสามารถเข้าถึงเงินทุนสนับสนุนแบบ Matching Fund จากภาครัฐได้ ซึ่งสิงคโปร์มีสถาบันระดมทุนขนาดใหญ่รองรับอยู่ หากรัฐวิสาหกิจของเราขยายขอบเขตการดำเนินงานให้ใหญ่ขึ้น เราจะสามารถรุกตลาดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่าง หรือขยายเส้นทางเชื่อมต่อไปยังเวียดนามเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งทางถนนที่สมบูรณ์แบบได้ ลองนึกย้อนกลับไปช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 สิครับ ตอนนั้นเราฟื้นตัวได้เพราะมีการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ดังนั้น หากรัฐบาลเพิ่มการใช้จ่ายและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้ศักยภาพและความแข็งแกร่งของรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่มากมายในประเทศนี้ขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ตามแผนงานที่วางไว้ ก็จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างมหาศาล


พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “ต้องเชื่อว่าเราทำได้”