“ศุภชัย” ย้ำ ถ้าจะลากเส้นโยง ฮั้ว สว. ต้องกล้าตรวจสอบทุกเส้น ชี้ความเชื่อมโยง ไม่ใช่ความผิด จี้ใช้มาตรฐานเดียวกันทุกฝ่าย
วันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย กรณีมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ “หลักฐานแวดล้อม” และ “เส้นโยงความสัมพันธ์” ที่เชื่อมโยงบุคคลต่าง ๆ เข้ากับพรรคภูมิใจไทย จนอาจทำให้สังคมเข้าใจล่วงหน้าว่าพรรคหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ปฏิเสธการตรวจสอบ แต่ต้องการให้การตรวจสอบตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชัดเจน
นายศุภชัยระบุว่า หากจะกล่าวถึง “หลักฐานแวดล้อม” หรือ “เส้นโยงความสัมพันธ์” สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือ หลักฐานดังกล่าวคืออะไร ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด กับใคร และการกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายข้อใด เพราะการรู้จักกัน การติดต่อกัน หรือการมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกัน ไม่ใช่ความผิดในตัวเอง โดยมีเนื้อระบุว่า
ถ้าจะลาก “เส้นโยง” ก็ต้องกล้าตรวจสอบทุกเส้น มีการนำเสนอว่า “หลักฐานแวดล้อม” และ “เส้นโยงความสัมพันธ์” ต่าง ๆ วนอยู่รอบพรรคภูมิใจไทย จนทำให้สังคมอาจเข้าใจไปล่วงหน้าว่า พรรคหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องได้กระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว. แล้ว
ในฐานะพรรคภูมิใจไทย เราไม่ปฏิเสธการตรวจสอบ แต่ขอตั้งคำถามง่าย ๆ ว่าหลักฐานที่ว่านั้นคืออะไร? ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด กับใคร และการกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายข้อใด เพราะการรู้จักกัน การติดต่อกัน หรือมี “เส้นโยงความสัมพันธ์” ถึงกัน ไม่ใช่ความผิดโดยตัวมันเอง การจะกล่าวหาบุคคลใดต้องพิสูจน์การกระทำ เจตนา และพยานหลักฐานของบุคคลนั้นเป็นรายคน จะเหมารวมจากความสัมพันธ์แล้วสรุปว่าทั้งหมดเป็นขบวนการเดียวกันไม่ได้
ยิ่งต้องถามว่า ผู้ที่ออกมาวิเคราะห์หรือฟันธงต่อสาธารณะ ได้เห็นสำนวนทั้งหมดแล้วหรือ ได้เห็นทั้งพยานกล่าวหาและพยานหักล้างของผู้ถูกกล่าวหาแล้วหรือยัง หรือได้เห็นเพียงข้อมูล ข่าว หรือเอกสารบางส่วนที่ถูกนำออกมาเผยแพร่ ซึ่งที่มา ความครบถ้วน และความชอบด้วยกฎหมายยังอาจเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ?
นายศุภชัย ระบุว่า ที่สำคัญ ผู้มีอำนาจพิจารณาไต่สวนและวินิจฉัยในชั้น กกต. คือ กกต. ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ iLaw ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่นักวิชาการ และไม่ใช่ศาลโซเชียลทุกคนมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์และเสนอข้อมูล แต่ไม่ควรใช้กระแสสังคมกดดันให้ กกต. ต้องวินิจฉัยไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เพราะ กกต. ต้องพิจารณา พยานหลักฐานทั้งหมดและพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคน อย่างเป็นอิสระและเป็นธรรม และถ้าวันนี้จะใช้วิธี “ลากเส้นความสัมพันธ์” เป็นเหตุให้สังคมตั้งข้อสงสัยกับผู้อื่น ก็ควรยอมรับมาตรฐานเดียวกันเมื่อตนเองถูกตั้งคำถาม
ในกระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงกิจกรรม “ตลาดนัด สว.” ที่เกี่ยวข้องกับ iLaw เช่นกัน หากสังคมต้องการค้นหาความจริง ก็สามารถตรวจสอบได้ว่า ใครเข้าร่วม ใครประสานงานกับใคร มีความสัมพันธ์กับผู้สมัครคนใด และกิจกรรมหรือการติดต่อเหล่านั้นมีนัยสำคัญทางกฎหมายหรือไม่ การตั้งคำถามเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่า iLaw กระทำผิด เช่นเดียวกับที่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับพรรคภูมิใจไทยไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นหรือพรรคภูมิใจไทยกระทำผิด
นี่คือเหตุผลที่ต้องใช้ มาตรฐานเดียวกัน หากสูตรคือ “รู้จักกัน + ติดต่อกัน + ทำกิจกรรมร่วมกัน = หลักฐานแวดล้อม” สูตรนี้ก็ต้องใช้ตรวจสอบได้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่เลือกใช้เฉพาะกับคนที่ตนต้องการกล่าวหา ภูมิใจไทยยืนยันหลักง่าย ๆ ว่า ใครทำผิดก็ให้รับผิดตามกฎหมาย แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่นำข้อกล่าวหาออกเผยแพร่ต่อสาธารณะก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเช่นกัน
เสรีภาพในการตรวจสอบ ไม่ใช่เสรีภาพในการใส่ร้าย หากการกล่าวข้อเท็จจริงถึงบุคคลใดเข้าลักษณะใส่ความต่อบุคคลที่สามจนทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ก็อาจมีประเด็นความรับผิดตามกฎหมายหมิ่นประมาทได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาถ้อยคำ บริบท ข้อเท็จจริง ประโยชน์สาธารณะ และองค์ประกอบตามกฎหมายเป็นรายกรณี
นายศุภชัย ระบุว่า ดังนั้น ตรวจสอบภูมิใจไทยได้ เราไม่หนีการตรวจสอบ แต่ต้องตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตั้งธงแล้วลากเส้นทุกเส้นมาหาข้อสรุปที่ต้องการ และถ้าจะตรวจสอบด้วย “เส้นโยงความสัมพันธ์” ก็ต้องพร้อมให้สังคม ลากเส้นกลับไปตรวจสอบผู้กล่าวหาด้วยมาตรฐานเดียวกัน ท้ายที่สุด ให้ กกต. ทำหน้าที่ตามกฎหมาย และให้พยานหลักฐานเป็นผู้พูด “ความเชื่อมโยง” ไม่ใช่ “ความผิด” “ข้อสงสัย” ไม่ใช่ “ข้อพิสูจน์” “กระแส” ไม่ใช่ “พยานหลักฐาน” และ “เสรีภาพในการพูด” ไม่ใช่ “เสรีภาพในการใส่ร้าย”
ตรวจสอบได้ทุกฝ่าย แต่กฎหมายต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกคน