“เอกนัฏ” แจงวุฒิสภา พ.ร.ก. กู้เงินพลังงานไม่ใช่กู้มาอุดรูรั่ว แต่ลงทุนเปลี่ยนผ่าน ลดนำเข้าน้ำมัน-LNG ดันโซลาร์ประชาชนสร้างโรงไฟฟ้าของตัวเอง


เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมวุฒิสภา อาคารรัฐสภา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569  


นายเอกนัฏ กล่าวว่า พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้มีความจำเป็น เพราะวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบหนักทั้งเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชนประเทศไทยใช้น้ำมันรวมประมาณวันละ 100 ล้านลิตร แม้มีโรงกลั่นเพียงพอต่อความต้องการ แต่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งจาก 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลไปเกิน 100 เหรียญ จึงกระทบต้นทุนทั้งระบบทันที


ทั้งนี้ หากไม่มีกองทุนน้ำมันช่วยดูแล ราคาดีเซลหลังหน้าโรงกลั่นอาจสูงเกิน 60-70 บาทต่อลิตร เพราะราคาดีเซลตลาดสิงคโปร์เคยพุ่งเกือบแตะ 300 เหรียญ ส่วนไฟฟ้าไทยยังพึ่งก๊าซราว 60% และต้องนำเข้า LNG ประมาณ 30% ของเชื้อเพลิงก๊าซ เมื่อ LNG แพง ค่าไฟจึงถูกกดดันเช่นกัน


นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นประมาณลิตรละ 10 บาท จากการบริโภควันละ 100 ล้านลิตร เท่ากับไทยมีภาระเพิ่มวันละประมาณ 1,000 ล้านบาท หรือกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ต้นทุนไฟฟ้าจาก LNG อาจเพิ่มอีกหลายแสนล้านบาทต่อปี สะท้อนว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้มีมูลค่าความเสียหายสูงมาก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้เลือกใช้เงินแก้ปัญหาอย่างเดียว เพราะการใช้กองทุนน้ำมันคือการดึงเงินผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาชดเชยปัจจุบัน ส่วนการลดภาษีสรรพสามิตคือการลดรายได้รัฐ สุดท้ายล้วนหนีไม่พ้นภาระกู้เงิน


นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และการกำกับของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใช้มาตรการที่ไม่เคยทำมาก่อน คือใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. เรียกเงินส่วนเกินจากโรงกลั่น 6 โรง จากค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติ ได้แล้ว 17,442 ล้านบาท เพื่อนำมาลดราคาหน้าปั๊มให้ประชาชน


ด้านค่าไฟ รัฐบาลไม่ได้อุดหนุนเพียงอย่างเดียว แต่ปรับโครงสร้างด้วยการดึงค่าไฟทางออกจากบิลประชาชน และลดค่าไฟบ้านอยู่อาศัย 200 หน่วยแรกเหลือไม่เกิน 3 บาท ครอบคลุม 23 ล้านครัวเรือน พร้อมลดภาระค่าไฟทางอีกหน่วยละกว่า 6 สตางค์


นายเอกนัฏ กล่าวว่า เงินกู้ 400,000 ล้านบาทแบ่งเป็น 2 ส่วน โดย 200,000 ล้านบาทแรก ใช้บรรเทาผลกระทบแบบมุ่งเป้า ส่งตรงถึงประชาชน ไม่มีการซื้อของหรือเปิดช่องเงินทอน ส่วนอีก 200,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน ไม่ใช่กู้มาปะผุแล้วปล่อยให้เลือดไหลต่อไป


สำหรับน้ำมัน รัฐบาลจะเร่งผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพจากผลผลิตเกษตรไทย ทั้งไบโอดีเซลจากปาล์ม และเอทานอลจากอ้อยกับมันสำปะหลัง ให้เป็น “บ่อน้ำมันบนดิน” ลดการพึ่งพาน้ำมันดิบต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเอทานอลไทยสามารถผลิตได้ถูกกว่าราคาเบนซินอ้างอิงสิงคโปร์


นายเอกนัฏ กล่าวว่า ส่วนไฟฟ้า ต้องลดการพึ่งพา LNG ด้วยพลังงานหมุนเวียน ทั้งแสงอาทิตย์ ลม ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีใหม่ พร้อมเปิดตลาดซื้อขายไฟสะอาดแบบ Direct PPA ให้ทุกอุตสาหกรรมเข้าถึงไฟสะอาด ไม่จำกัดเฉพาะ Data Center และเตรียมลงทุนระบบโครงข่ายรองรับการผลิตไฟจากประชาชน


“เงินกู้ก้อนนี้จะนำมาลงทุนให้ประชาชนมีโอกาสเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ผ่านโซลาร์หลังคาประชาชนหรือพื้นที่ของประชาชน รัฐลงทุนติดตั้ง รับซื้อไฟช่วงแรกเพื่อนำรายได้มาผ่อนคืน ส่วนไฟส่วนเกินช่วยลดค่าไฟ เมื่อคืนทุนแล้วแผงโซลาร์จะตกเป็นของประชาชน สร้างรายได้ระยะยาวและกระจายโอกาสจากทุนพลังงานเดิมสู่ประชาชนอย่างแท้จริง”