“เชาว์” สวนเดือด “ศุภชัย” ย้ำ “อภิสิทธิ์” ไม่เคยเอ่ยชื่อพรรค ฟาดเจ็บ “วัวสันหลังหวะ” งงถูกย้อนประวัติศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์บอยคอตเลือกตั้ง
วันที่ 30 ส.ค. 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “ Chao Meekhuad ” ตอบโต้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อและฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย หลังออกมาพาดพิงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรณีกล่าวในงานเสวนาวิชาการ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก” ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ช่วงปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ถอดบทเรียน 30 ปี องค์กรอิสระ” โดยยกตัวอย่างตั้งคำถามถึงความเสี่ยงที่พรรคการเมืองอาจมีอิทธิพลต่อวุฒิสภา(สว.) และส่งบุคคลเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ จนกระทบต่อระบบตรวจสอบถ่วงดุลในระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
โดยนายเชาว์ ระบุว่า ก่อนย้อนเรื่องรัฐประหาร ถามก่อนวันนี้ใครกำลังทำประชาธิปไตยเหลือแต่เปลือก ผมอ่านคำตอบโต้ของนายศุภชัย ใจสมุทร ที่ย้อนประวัติศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์เรื่องบอยคอตการเลือกตั้งปี 2549 และ 2557 แล้ว มีหลายเรื่องที่ควรคุยกันให้ตรงประเด็น เรื่องแรกต้องถามก่อนว่า หัวหน้าอภิสิทธิ์ กล่าวหาพรรคภูมิใจไทยตรงไหน คำพูดของหัวหน้าอภิสิทธิ์คือ “ถ้าพรรคการเมืองยึดครอง สว.” ไม่ได้เอ่ยชื่อพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คำเดียว แต่ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยกลับเป็นผู้ตีความและออกมาตอบว่า “ก่อนกล่าวหาภูมิใจไทยยึดครองวุฒิสภา...” แบบนี้ชาวบ้านเขาเรียก “วัวสันหลังหวะ” ครับ. คำถามของหัวหน้าอภิสิทธิ์ไม่ได้อยู่ที่ว่า “ศาลตัดสินหรือยังว่าใครผิด” แต่อยู่ที่ว่า ระบบที่ สว.มีบทบาทในการคัดเลือกคนเข้าองค์กรอิสระ ขณะที่มีข้อสงสัยเรื่องอิทธิพลทางการเมืองต่อวุฒิสภา มีหลักประกันเพียงพอหรือไม่ว่า จะไม่เกิดการยึดกลไกตรวจสอบ. นี่ต่างหากคือคำถามที่นายศุภชัยควรตอบ แต่กลับไม่ตอบ แล้วเลือกพาเรื่องหนีไปถึงปี 2549 และ 2557 แทน การรักษาประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงบอกประชาชนว่า เลือกตั้งเสร็จแล้วก็จบ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังต้องถูกตรวจสอบ. วุฒิสภายังต้องเป็นอิสระจากผู้มีอำนาจทางการเมือง องค์กรอิสระยังต้องอิสระจริง. และผู้มีอำนาจตรวจสอบคนอื่นก็ต้องถูกตรวจสอบได้
นายเชาว์ ระบุต่อด้วยว่า การที่นายศุภชัยยกขึ้นมาว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งปี 2549 และ 2557 และวิกฤตทั้งสองครั้งลงเอยด้วยการรัฐประหาร ผมว่าเป็น “ตรรกะที่บิดเบี้ยว” แม้นายศุภชัยเองจะออกตัวว่า ไม่อาจกล่าวได้ว่าการบอยคอตเป็นเหตุให้เกิดรัฐประหาร แต่กลับตั้งใจชี้นำให้คนเข้าใจแบบนั้น เพราะถ้าจะย้อนประวัติศาสตร์ ก็ต้องย้อนให้ครบด้วยว่า ก่อนการตัดสินใจเหล่านั้น บ้านเมืองอยู่ท่ามกลางวิกฤตความไว้วางใจต่อการใช้อำนาจของรัฐบาล ข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต และปัญหากลไกตรวจสอบที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก การเอาแต่พูดถึงปลายเหตุ แต่ไม่พูดถึงสภาพของระบบที่นำไปสู่วิกฤต ย่อมไม่ใช่การอ่านประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วน “ถ้าวันหนึ่งพรรคการเมืองสามารถมีอิทธิพลต่อวุฒิสภา วุฒิสภาสามารถส่งคนเข้าไปนั่งในองค์กรอิสระ และองค์กรอิสระเหล่านั้น มีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร หรือวุฒิสภาที่เกี่ยวโยงกับผู้ส่งตนเข้าไป เราจะยังเรียกระบบเช่นนั้นว่า “ตรวจสอบถ่วงดุล” ได้เต็มปากหรือไม่ นี่ต่างหากคือ คำถามของหัวหน้าอภิสิทธิ์”
“รัฐธรรมนูญห้ามมิให้บุคคลใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง และคำว่า “ล้มล้าง” เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ต้องพิสูจน์ตามกฎหมาย ไม่มีใครควรด่วนตัดสินบุคคลหรือพรรคใดเอง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสังคมห้ามตั้งคำถามว่า พฤติการณ์ใดกำลังเซาะกร่อนหลักประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยไม่ได้มีเพียงหีบบัตรเลือกตั้ง แต่มีหลักนิติรัฐ การแบ่งแยกอำนาจ การตรวจสอบถ่วงดุล และความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจด้วย ผมคิดว่าหัวหน้าอภิสิทธิ์พูดถูกแล้วครับ เราอยู่เฉยไม่ได้ เพราะถ้ารอจนกลไกตรวจสอบถูกยึดหมดแล้ว วันนั้นอาจสายเกินไปที่จะถามว่า ใครเป็นคนล้มประชาธิปไตย” นายเชาว์ ระบุทิ้งท้าย