ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย แจงคดีฮั้ว สว. “คณะ 26–คณะ 36” คนละหน้าที่ อย่ามั่วปนกัน ย้ำ ผู้พิจารณาชี้ขาดหรือมีคำสั่งตามอำนาจกฎหมายคือ กกต. ลั่นคดีนี้ต้องดู “หลักฐาน” ไม่ใช่ตัดสินจากกระแส


วันที่ 30 สิงหาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อธิบายกระบวนการดำเนินการในคดีที่เรียกกันว่า “คดีฮั้ว สว.” ว่า “คณะ 26” กับ “คณะ 36” คนละหน้าที่ อย่าเอามาปนกัน ในคดีที่เรียกกันว่า “คดีฮั้ว สว.” มีการกล่าวถึง คณะ 26 และ คณะ 36 อยู่บ่อยครั้ง จนอาจทำให้เข้าใจว่าทั้งสองคณะเป็นคณะสอบสวนเหมือนกัน หรือคณะ 36 ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนต่อจากคณะ 26 ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งแยกหน้าที่ของผู้ทำสำนวน ผู้กลั่นกรองสำนวน และผู้วินิจฉัยออกจากกัน “คณะ 26” ทำหน้าที่สืบสวนและไต่สวน


คณะ 26 คือ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง มีหน้าที่หลักคือ สืบสวนและไต่สวนข้อเท็จจริง รวบรวมพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แจ้งข้อกล่าวหาและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานมาหักล้าง ตลอดจนจัดทำความเห็นประกอบสำนวน พูดง่าย ๆ คือ คณะ 26 เป็น “ผู้ทำสำนวน” เมื่อทำสำนวนเสร็จ หน้าที่ของคณะ 26 ในชั้นนี้ก็สิ้นสุดลง และต้องส่งสำนวนเข้าสู่สำนักงาน กกต. เพื่อดำเนินกระบวนการตามระเบียบต่อไป คณะ 26 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดสุดท้ายว่าผู้ใดผิดหรือไม่ผิด


นายศุภชัย ยังระบุอีกว่า แล้ว “คณะ 36” ทำอะไร? คณะ 36 คือ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36

คณะนี้ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อ “สอบสวนใหม่” แทนคณะ 26 แต่มีหน้าที่ในอีกชั้นหนึ่งของกระบวนการ คือ พิจารณาและกลั่นกรองสำนวนการไต่สวนที่ผ่านขั้นตอนของสำนักงาน กกต. มาแล้ว พิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและข้อกฎหมาย แล้วจัดทำความเห็นเพื่อเสนอ กกต. พิจารณาต่อไป


พูดให้เห็นภาพชัดที่สุดคือ คณะ 26 = ทำสำนวน คณะ 36 = พิจารณากลั่นกรองสำนวนและทำความเห็น กกต. = ผู้พิจารณาชี้ขาดหรือมีคำสั่งตามอำนาจกฎหมาย นี่คือสามบทบาทที่ต้องแยกออกจากกัน กระบวนการจึงไม่ได้กระโดดจาก “26” ไป “36” ทันที


เมื่อคณะ 26 ทำสำนวนเสร็จ จะต้องส่งเข้าสู่ สำนักงาน กกต. ส่วนกลาง เพื่อให้ผู้รับผิดชอบวิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็นตามสายงานเสียก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่ชั้นของ คณะ 36 เพื่อพิจารณากลั่นกรองและทำความเห็น ก่อนเสนอไปยัง กกต. ชุดใหญ่ จึงอธิบายเป็นลำดับได้ว่า


คณะ 26 สืบสวน–ไต่สวน–รวบรวมพยานหลักฐาน–ทำสำนวนขณะที่สำนักงาน กกต. วิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็น ส่วนคณะ 36 พิจารณา–กลั่นกรองสำนวน–จัดทำความเห็น จากนั้น กกต. พิจารณาชี้ขาดหรือมีคำสั่ง จุดนี้สำคัญต่อ “คดีฮั้ว สว.” อย่างมาก เพราะเมื่อเข้าใจหน้าที่ของแต่ละคณะแล้ว จะเห็นว่า สิ่งที่ต้องตรวจสอบมิใช่เพียงว่า คณะ 26 มีความเห็นอย่างไร หรือคณะ 36 จะมีความเห็นอย่างไร แต่ต้องตรวจสอบว่า พยานหลักฐานที่นำมาพิจารณานั้นมาจากไหน เข้าสู่สำนวนในขั้นตอนใด ผู้ใดเป็นผู้นำเข้าสู่สำนวน ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอกาสตรวจสอบและโต้แย้งพยานหลักฐานนั้นอย่างเป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะหากมีเอกสารหรือข้อมูลที่อ้างว่ามาจาก DSI หรือบุคคลภายนอก ยิ่งต้องแยกให้ออกระหว่าง “ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ” กับ  “พยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบตามกระบวนการของ กกต.” สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน


ดังนั้น การพิจารณาคดีนี้จึงต้องเริ่มจากการเข้าใจบทบาทของแต่ละคณะให้ถูกต้องเสียก่อน คณะ 26 เป็นผู้ทำสำนวน คณะ 36 เป็นผู้กลั่นกรองสำนวน กกต. เป็นผู้ชี้ขาด และไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใด สิ่งที่ต้องยืนอยู่เหนือกระแสการเมืองเสมอ คือ พยานหลักฐานต้องตรวจสอบที่มา

กระบวนการต้องชอบด้วยกฎหมาย และผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับความเป็นธรรม เพราะคดีจะหนักเพียงใด ไม่ได้อยู่ที่ข่าวดังแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า พยานหลักฐานนั้นรับฟังได้เพียงใด และกระบวนการที่ได้มานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และทุกคดีไม่ว่า สส. หรือ สว. ขั้นตอนการดำเนินการก็เป็นเช่นคดีนี้