“ศุภชัย” ย้อน “อภิสิทธิ์” กล่าวหาพรรคภูมิใจไทยยึดครอง สว. อย่าใช้สันนิษฐาน ต้องมีหลักฐาน ชี้ ประชาธิปัตย์เคยบอยคอตเลือกตั้ง 2 ครั้ง ก่อนวิกฤตจบด้วยรัฐประหาร ถามล้มล้างการปกครองหรือไม่


วันที่ 28 สิงหาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ตอบโต้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หลังตั้งคำถามพรรคการเมืองส่งคนยึดครองวุฒิสภา และอาจใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองหรือไม่ ว่า ก่อนกล่าวหาภูมิใจไทยยึดครองวุฒิสภา ลองย้อนดูประวัติศาสตร์ประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ ตั้งคำถามว่าพรรคการเมืองจะโดยเปิดเผยหรือแอบส่งคนมายึดครองวุฒิสภา เข้ามาอยู่ในองค์กรอิสระ เพื่อช่วยเหลือไม่ให้ฝ่ายบริหารหรือวุฒิสภาผิด และทำให้ไม่มีใครตรวจสอบองค์กรอิสระได้หรือไม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคนเหล่านี้กำลังใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองหรือเปล่า คำถามนี้รุนแรงและพาดพิงถึงรากฐานของระบอบประชาธิปไตยโดยตรง

พรรคภูมิใจไทยจึงมีสิทธิถามกลับเช่นเดียวกัน ว่า ก่อนจะกล่าวหาพรรคการเมืองอื่นว่ายึดครองวุฒิสภา หรือถึงขั้นล้มล้างการปกครอง เราควรใช้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หรือใช้เพียงความรู้สึกและข้อสันนิษฐานทางการเมือง หากมีหลักฐานว่าพรรคภูมิใจไทยหรือบุคคลใดกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็ขอให้นำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาล หรือองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้วินิจฉัย

นายศุภชัย เผยต่อไปว่า แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยถึงที่สุด การพูดในลักษณะเสมือนว่ามีพรรคการเมืองส่งคนเข้าไปยึดครองวุฒิสภา ย่อมต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะข้อกล่าวหาทางการเมืองไม่ใช่ข้อพิสูจน์ทางกฎหมาย และถ้าจะพูดกันถึงเรื่องประชาธิปไตย ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเปิดประวัติศาสตร์ดูด้วยมาตรฐานเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์เคยตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทั่วไปครั้งสำคัญถึง 2 ครั้ง

ครั้งแรก การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 พรรคประชาธิปัตย์ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นตัดสินใจบอยคอต ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ต่อมาครั้งที่สอง การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ ก็มีมติไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ภาพนายอภิสิทธิ์ กับนกหวีดคือภาพจำของคนทั้งประเทศ และข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็คือวิกฤตการเมืองทั้งสองช่วงจบลงด้วยการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557

“ผมไม่ได้กล่าวว่าการไม่ส่งผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์เป็นเหตุให้เกิดรัฐประหาร เพราะการกล่าวเช่นนั้นเป็นการสรุปเหตุและผลเกินกว่าข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่ควรถามคือในวันที่พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสเข้าสู่สนามเลือกตั้งและให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เหตุใดจึงเคยเลือกไม่เข้าสู่สนามเลือกตั้งถึงสองครั้ง วันนี้จึงเป็นเรื่องน่าคิด เมื่อพรรคที่มีประวัติศาสตร์เช่นนี้กลับตั้งคำถามกับพรรคการเมืองอื่นอย่างรุนแรงถึงขั้นว่า กำลังใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองหรือเปล่า”

ทั้งนี้ ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่า พรรคการเมืองหนึ่งจะสามารถประกาศว่าใครเป็น สว.ของพรรคไหน ได้จากความใกล้ชิด จากการลงคะแนนไปในทิศทางเดียวกัน หรือจากข้อกล่าวหาทางการเมือง หากจะกล่าวว่าใครเป็น “สว.สีน้ำเงิน” หรือเป็นคนที่พรรคภูมิใจไทยส่งเข้าไปยึดครองวุฒิสภา ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าใครส่งใคร ส่งอย่างไร มีคำสั่งอะไร มีการตกลงหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อย่างไร และพฤติการณ์ใดเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะหลักนิติรัฐไม่ได้ตัดสินคนด้วยสี ไม่ได้ตัดสินด้วยฉายาทางการเมือง และไม่ได้ตัดสินด้วยการพูดซ้ำๆ จนสังคมเชื่อ แต่ตัดสินด้วยข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และกฎหมาย

พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธสิทธิของนายอภิสิทธิ์ ในการตั้งคำถาม นายอภิสิทธิ์มีเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์ และพรรคภูมิใจไทยก็มีเสรีภาพที่จะถามกลับเช่นกันว่าหลักฐานอยู่ที่ไหน หากมีก็ให้นำออกมาและพิสูจน์กันตามกฎหมาย แต่หากยังไม่มี ก็ไม่ควรนำข้อสันนิษฐานทางการเมืองมาประกาศเป็นข้อเท็จจริง แล้วขยายไปถึงข้อกล่าวหาร้ายแรงว่าอีกฝ่ายกำลังล้มล้างการปกครอง

ที่สำคัญที่สุด หากเราจะเรียกร้องให้ทุกพรรคเคารพประชาธิปไตย ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย รวมทั้งกับประวัติศาสตร์ของพรรคตนเองด้วย เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่คำที่มีไว้กล่าวหาคนอื่น และหลักนิติรัฐก็ไม่ใช่การตั้งข้อกล่าวหาก่อน แล้วค่อยหาพยานหลักฐานมารองรับทีหลัง กล่าวหาทางการเมืองทำได้ แต่กล่าวหาว่าใครยึดครองวุฒิสภา หรือล้มล้างการปกครอง ต้องตอบให้ได้ด้วยว่าหลักฐานคืออะไร.