“สุรเดช” คาใจ เหตุป่วนใต้ 51 จุด กล้องจับคนก่อเหตุไม่ได้ แนะให้รางวัลนำจับคนแจ้งเบาะแสเพื่อสร้างแนวร่วม ย้ำคงเคอร์ฟิว ให้จนท.ปูพรมทำงานได้ง่ายในช่วงกลางคืน
วันที่ 28 ส.ค.2569 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการป่วนก่อเหตุถึง 51 จุดว่า ตนมีข้อสังเกตว่า เทคโนโลยีที่ใช้ในพื้นที่อย่างกล้องวงจรปิด ซึ่งทางรัฐได้จัดสรรงบประมาณไปจำนวนมากในส่วนนี้ แต่ทำไมยังคงมีปัญหากล้องเสีย ใช้งานไม่ได้ ใครเป็นคนดูแล ท้องถิ่นหรือหน่วยราชการหน่วยใด และที่พูดกันเสมอว่ามีการทำงานแบบบูรณาการกันนั้น มีการบูรณาการกันจริงหรือไม่ซึ่งต้องตรวจสอบทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่พลเรือนซึ่งก็คือ กรมการปกครอง ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ที่ต้องสนธิกำลังและทำงานร่วมกันแบบบูรณาการจริงๆ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
นายสุรเดช กล่าวว่า ในส่วนของกล้องวงจรปิดในพื้นที่ เราใช้กันมานานแล้วตนเคยเสนอตั้งแต่ยังเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีทันสมัยขึ้นมาก เจ้าหน้าที่รัฐสามารถดูกล้องวงจรปิดจากมือถือได้แล้ว ได้มีการอัพเกรดเทคโนโลยีกันหรือไม่ หรือระดับปฏิบัติละเลยหรือไม่ ใครเป็นผู้ดูแล ดูแลกันแบบบูรณาการหรือไม่ หรือว่า ทหารดูของทหาร ตำรวจดูของตำรวจ ฝ่ายปกครองก็ดูของตัวเอง แบบนี้ไม่ได้ ต้องช่วยกันและประสานกัน โดยเฉพาะท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เราจะต้องนำพวกเขามาร่วม และต้องร่วมกันอย่างจริงจังด้วย รวมถึงมีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดหรือไม่ว่า ใช้การได้จริงกี่ตัว เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นถึง 51 จุด แต่ไม่สามารถจับภาพคนร้ายที่ปลอมตัวอยู่บนกระบะได้ ไม่สามารถซูมหน้าดูได้ว่า เป็นใคร ถือเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก
นายสุรเดช ยังเสนอแนะว่า ควรจะต้องมีหน่วยงานแทรกซึมเข้าไปในมวลชน ซึ่งปัจจุบันในส่วนของทหารและตำรวจมีอยู่แล้วที่ฝังตัวอยู่กับชาวบ้าน ส่วนชาวบ้านเราไม่รู้ว่า ใครเป็นใคร บางคนเป็นผู้ก่อการร้ายมาแฝงตัว ซึ่งเราต้องทันเกมกับคนพวกนี้ เพราะเขาโจมตีแบบใต้ดิน ซุ่มโจมตีวางแผน ถึงเวลาก็ก่อเหตุร่วมกัน ทำให้ภาครัฐทำงานลำบาก อย่างการก่อเหตุล่าสุดหลายจุดคิดว่า มีการวางแผนกันมานานแล้ว หน่วยงานภาครัฐต้องอัพเกรดตัวเองตลอดเวลาด้วย ต้องคิดเสมอว่า พื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่สงบ ยังมีผู้ที่เจตนาก่อความไม่สงบต่อเนื่อง บางครั้งปลอมตัวเป็นพลเมืองดีทั่วไป ข้อมูลตรงนี้เราต้องได้เชิงลึก
นายสุรเดช ระบุด้วยว่า นอกจากนี้ ตนขอเสนอให้มีการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ประชาชนมาเป็นแนวร่วมของรัฐ โดยการให้รางวัลนำจับ หรือแจ้งเบาะแส ถือว่าสำคัญมาก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ดี เพราะความไม่สงบตลอดช่วงที่ผ่านมา มีคนตกงานจำนวนมาก เมื่อตกงานจึงเสี่ยงที่จะถูกดึงไปร่วมกับฝ่ายที่กระทำผิดกฎหมาย ถูกผู้ก่อการร้ายใช้ช่องตรงนี้ดึงมาเป็นพวก ดังนั้น รัฐต้องมีงบประมาณในส่วนของการสร้างแรงจูงใจประชาชน หากใครสามารถให้ข้อมูลจนนำไปสู่การจับตัวคนร้าย ก็จะมีเงินรางวัลให้ หรือหากสามารถนำพาไปสู่การจับกุมตัวผู้บงการได้อาจจะให้เงินรางวัลจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนช่วยกัน และหันมาร่วมมือกับภาครัฐ ซึ่งนอกจากได้เงินและยังได้ความสงบกลับคืนสู่พื้นที่ด้วย ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ ให้ความร่วมมือกับรัฐอย่างจริงจังให้ได้
นายสุรเดช กล่าวอีกว่า ในส่วนการเคอร์ฟิวนั้น ไม่อยากให้มีการประกาศเฉพาะเวลาเกิดเหตุเพียงไม่กี่วันเท่านั้น แต่ต้องคงไว้ต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่รัฐทำงานไม่ได้ อาจจะเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 22.00 – 06.00 น. ไม่ให้มีการออกจากบ้าน เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถปูพรมตรวจสอบได้ ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการตรวจสอบมากมาย แต่ต้องมีพื้นที่ให้เขาลงไป และต้องตรวจสอบโดยไม่กระทบกับประชาชนที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ย้ำว่า ต้องคงประกาศเคอร์ฟิว ต้องมีกฎอัยการศึก เพราะมีการก่อเหตุถึง 51 จุด และต้องไม่ยกเลิกเคอร์ฟิวง่ายๆ ต้องคอนโทรลตรงนี้ก่อน โดยชาวบ้านที่สุจริตจะทำมาหากินกันในช่วงเช้า แต่ช่วงกลางคืนต้องให้เจ้าหน้าที่รัฐได้ทำงานให้เต็มที่ ไม่เช่นนั้นจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ลำบาก