“จักรภพ” ชงถอดบทเรียน “น่านโมเดล–เนปาล–ทิเบต” ทำคู่มือรับมือภัยพิบัติ พัฒนาฐานข้อมูลเตือนภัย รับ Climate Change


วันที่ 28 ส.ค.2569 นายจักรภพ เพ็ญแข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดน่าน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และการประกอบอาชีพของประชาชน พร้อมแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับผลกระทบ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ดังกล่าวเลือนหายไปพร้อมกับวงจรข่าวสาร


นายจักรภพ กล่าวว่า ปัจจุบันแม้เหตุการณ์หนึ่งจะมีความสำคัญเพียงใด แต่เมื่อผ่านไปเพียง 2–3 สัปดาห์ ความสนใจของสังคมมักเคลื่อนไปสู่เรื่องใหม่ ขณะที่ภัยพิบัติยังมีภารกิจอีกจำนวนมากที่ต้องดำเนินการหลังสถานการณ์เฉพาะหน้าสิ้นสุดลง โดยเฉพาะกระบวนการฟื้นฟูที่ใช้เวลายาวนานกว่าการกู้ภัย กว่าชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ


นายจักรภพ เสนอให้ประเทศไทยมองปัญหาน้ำท่วมน่านในมิติที่กว้างกว่าการจัดการภัยพิบัติภายในประเทศ โดยเชื่อมโยงกับเหตุภัยพิบัติรุนแรงบริเวณเนปาลและเขตทิเบตของจีน ซึ่งสร้างความสูญเสียทั้งต่อประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว สะท้อนความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะน้ำท่วมฉับพลันจากการแตกหรือพังทลายของแนวกั้นทะเลสาบธารน้ำแข็ง ส่งผลให้มวลน้ำจำนวนมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว


นายจักรภพ เห็นว่า บทเรียนจากจังหวัดน่านสามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับประเทศอื่น ขณะเดียวกันประเทศไทยก็สามารถเรียนรู้จากเหตุการณ์ในเนปาลและทิเบตได้เช่นกัน


“น่านโมเดลของเราสามารถเป็นบทเรียนให้กับเนปาล–ทิเบต และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เนปาล–ทิเบตก็เป็นบทเรียนสำหรับจังหวัดน่านและประเทศไทยได้มากเหมือนกัน” นายจักรภพ กล่าว


นายจักรภพ เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลระดับระหว่างประเทศ หลังภารกิจเฉพาะหน้าในจังหวัดน่านคลี่คลาย โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการประชุมขนาดใหญ่ แต่มุ่งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่นำไปใช้ได้จริงใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ข้อเท็จจริงและข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติ การกู้ภัยและการฟื้นฟู และการพัฒนาระบบติดตามสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้าและระบบเตือนภัย พร้อมเสนอให้ใช้กลไกทางการทูตของไทย เช่น สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกาฐมาณฑุ และกรุงนิวเดลี เป็นช่องทางประสานข้อมูลและองค์ความรู้กับประเทศที่เกี่ยวข้อง


นายจักรภพ ยกกรณีภัยพิบัติในต่างประเทศเป็นบทเรียนสำคัญว่า เมื่อภัยเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและฉับพลัน เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เองอาจกลายเป็นผู้ประสบภัยจนไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ และต้องระดมกำลังจากพื้นที่อื่นเข้าทดแทน จึงควรนำบทเรียนดังกล่าวมาวางระบบของไทย ทั้งการกระจายกำลัง การจัดหน่วยสำรอง และแผนรองรับกรณีที่หน่วยงานในพื้นที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้


นายจักรภพ ยังเน้นว่า การมีระบบเตือนภัยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีข้อมูลพื้นฐานหรือ Database ที่สามารถตรวจจับความผิดปกติและบ่งชี้ความเสี่ยงได้ล่วงหน้า ประเทศไทยจึงควรศึกษา Indicators หรือสัญญาณบอกเหตุว่า ก่อนเกิดภัยพิบัติแต่ละประเภทมีความเปลี่ยนแปลงใดที่สามารถตรวจพบ และจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาเชื่อมกับระบบเตือนภัยอย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนเร็วพอที่จะอพยพหรือเตรียมรับมือ

“เราไม่อยากพูดให้ต้องกลัวกันจนเกินไป แต่นี่จะไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย” นายจักรภพ กล่าว พร้อมเสนอให้รวบรวมบทเรียนจากภัยพิบัติแต่ละครั้งจัดทำเป็นคู่มือและฐานความรู้ที่สามารถนำกลับมาใช้ได้จริง แทนการเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุ


โดยทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและมีแนวโน้มเกิดซ้ำ หากประเทศไทยไม่เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเองและประเทศอื่น ก็จะไม่สามารถสร้างระบบรับมือที่สมบูรณ์ได้ ที่สำคัญ ผลกระทบจาก Climate Change ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะความสูญเสียจากภัยธรรมชาติ แต่ยังกลายเป็น “ภัยทางเศรษฐกิจ” เพราะหลังน้ำลด ประชาชนยังต้องเผชิญกับการสูญเสียรายได้ การฟื้นฟูพื้นที่เกษตร โรงงานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และระบบการผลิต ตลอดจนภารกิจสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่ขึ้นมาให้