“การดี” ชี้ สตง. ได้งบกว่า 3.3 พันล้าน แต่ดึงเงินคืนรัฐได้แค่ 731 ล้าน เตือนภัย “ปลวกดิจิทัล” ทุจริตเชิงระบบสร้างแอปฯ ร้าง ไร้คนใช้งาน
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณารับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาผลประโยชน์ทางการเงินการคลังของประเทศใน 3 ประเด็นหลัก
ดร.การดี ชี้ประเด็นแรกถึงความคุ้มค่าของงบประมาณ สตง. โดยระบุว่า สตง. ได้รับจัดสรรงบประมาณ 3,357 ล้านบาท และรายงานว่าสร้างประโยชน์รวมได้ 3,631 ล้านบาท แต่เมื่อแยกแยะพบว่ามีเงินที่เรียกคืนได้จริงเพียง 731 ล้านบาท ส่วนที่เหลือกว่า 80% เป็นเพียงการประมาณการค่าเสียโอกาส เมื่อนำมาคิดเป็นผลตอบแทน (Benefit-Cost Ratio) พบว่าอยู่ที่ 1.08 เท่า หรือทุก 1 บาทที่ลงไป ได้กลับคืนมาเพียง 1.08 บาท ขณะที่องค์กรตรวจเงินแผ่นดินในต่างประเทศสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 50-100 เท่า จึงอยากสนับสนุนให้ สตง. ยกระดับการทำงานให้คุ้มค่าและมีตัวชี้วัดสัดส่วนมาตรฐานสากล
ประเด็นต่อมา ดร.การดี ได้เตือนถึงปัญหาโครงการด้านเทคโนโลยีของภาครัฐ โดยเปรียบเทียบว่านอกจากสิ่งก่อสร้างร้างในอดีตแล้ว ปัจจุบันรัฐกำลังเผชิญกับ “ปลวกดิจิทัล” ที่สูบงบภาษีผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการศึกษาที่พบการทำโครงการซ้ำซ้อน งบประมาณสูง แต่มีผู้ใช้งานจริงต่ำมาก เช่น ตั้งเป้า 8 แสนคน แต่มีผู้ใช้จริงแค่ 6 พันคน หรือบางโครงการทุ่มงบ 20 ล้านบาท ตั้งเป้า 20 ล้านคน แต่มีผู้ใช้หลักหมื่นแล้วปิดตัวไป ซึ่งเกิดจากการขาดความรอบคอบและการทุจริตเชิงระบบที่แฝงมากับงบซ่อมบำรุงและดูแลระบบ (M&O) รายปี
ช่วงท้าย ดร.การดี ได้เรียกร้องให้ สตง. ปรับกระบวนการทำงานมุ่งสู่ “การตรวจสอบเชิงรุก” พร้อมจับตาความคุ้มค่าโครงการขนาดใหญ่ เช่น Th-Ai Passport ที่มีข้อทักท้วงจากผู้เชี่ยวชาญ โดยย้ำว่า สตง. ต้องมองเกมให้ขาดตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ไม่ใช่รอให้งบประมาณเสียหายไปแล้วค่อยตามเรียกคืน เพราะโอกาสได้เงินคืนนั้นน้อยมาก การยับยั้งป้องกันความเสียหายล่วงหน้าต่างหากคือหัวใจสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง