“รังสิมันต์ โรม -เลาฟั้ง” เตรียมพากมธ.การกฎหมายฯ พบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กระทรวง หารือปมปัญหาที่ดินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และนายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล โฆษกคณะ กมธ. พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มทับลาน 43 ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แถลงข่าวกรณีปัญหาที่ดินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน
ด้วยพี่น้องประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้วบางส่วน ได้ร้องขอความเป็นธรรม จากกรณีการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เมื่อปี 2524 ทำให้เกิดการทับซ้อนกับพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกินของชาวบ้านซึ่งอยู่มาก่อนการจัดตั้งอุทยานฯ สร้างความเดือดร้อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน
นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมี 2 ประการ คือ มีการออกมติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ดำเนินการเพิกถอนที่ไม่เป็นไปตามแนวทางที่ดำเนินการมาตั้งแต่ต้น โดยก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานทับซ้อนกับที่ดินของประชาชนด้วยการจัดทำแผนที่ One Map ซึ่งมีมติ 2 มติที่เป็นที่มาของการแก้ไขปัญหา เริ่มจากการมีมติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เมื่อปี 2566 ยืนยันให้ดำเนินการเพิกถอนส่วนที่ทับซ้อนกับที่ของชาวบ้านออก จากนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติว่าให้ดำเนินการเพิกถอนที่ของชาวบ้านดังกล่าวตามมติของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ การมีมติ 2 มตินี้ ทำให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีหน้าที่ในการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งการแก้ไขกฎหมาย แก้ไขแผนที่แนบท้ายแนวเขตอุทยานที่ทับซ้อนที่ดินของชาวบ้านนั้นต้องดำเนินการโดยออกพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องอาศัยมติของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ แต่มติของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ สวนทางกับมติของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ จึงเกิดปัญหาขึ้น ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ต้องอาศัยการตัดสินใจในระดับนโยบาย คณะ กมธ. จึงได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พร้อมกับเชิญคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ มาร่วมหารือ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ อีกทั้งกรณีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยอมรับว่าได้ดำเนินคดีผิดตัวกับบุคคล 23 ราย และจะมีการชดเชยเยียวยา แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าการชดเชยเยียวยานั้นจะเป็นอย่างไร ซึ่งต้องอาศัยการตัดสินใจในระดับนโยบายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ที่จะตัดสินใจในระดับนโยบายไม่ได้มาร่วมประชุมในวันนี้ จึงทำให้คณะ กมธ.ไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้ต่อไปได้
นายรังสิมันต์ โรม กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อกล่าวถึงเรื่องปัญหาที่ดินจะฟังดูเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ปัญหาที่ซับซ้อนนั้นมีชีวิตคนเข้ามาเกี่ยวข้อง และคนเหล่านี้รอคอยความยุติธรรมมาเป็นเวลานาน การที่จะสรุปว่าชาวบ้านบุกรุกที่อุทยาน บุกรุกที่ป่าไม้ บุกรุกทรัพยากรของชาติ หรือบุกรุกทรัพยากรของรัฐ เป็นการสรุปที่เร็วเกินไป เพราะในข้อเท็จจริง มีชีวิต มีคนอยู่ด้วย และที่ผ่านมาได้มีนโยบายของรัฐในการส่งเสริม ทั้งการท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์ มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ จำนวนมาก รวมถึงมีการใช้งบประมาณแผ่นดินในการกำหนดแนวเขตเมื่อปี 2543 ชาวบ้านจำนวนมากได้ให้ความร่วมมือ เมื่อมีการกำหนดแนวเขต ชาวบ้านก็ต้องออกจากเขตที่กลายเป็นเขตอุทยาน แต่สิ่งที่เรากำลังทำในวันนี้ แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรี แต่กลับกลายเป็นว่ามติของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติกลับใหญ่กว่ามติของคณะรัฐมนตรี ดังนั้น ความจำเป็นของการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้คือ ต้องมาคุยกันในระดับนโยบาย วันนี้เราเข้าใจกันแล้ว ทั้งจุดยืนและข้อกฎหมาย แต่สิ่งที่ต้องการหาทางออกคือ จะทำอย่างไรกับการประกาศที่เขตอุทยานทับซ้อนกับที่ดินของชาวบ้าน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ได้มาร่วมประชุมด้วย ทั้งนี้ สิ่งที่เรากำลังแก้คือ เรากลับไปตามแนวนโยบายที่เคยดำเนินการในการกำหนดแนวเขต ปี 2543 ให้ชัดเจน และคิดว่าเป็นทางออกที่แท้จริง เพราะชาวบ้านก็จะมีที่ทำกิน ขณะเดียวกัน ป่า อุทยานต่าง ๆ ก็จะยังคงถูกรักษาไว้เพื่อความสมบูรณ์ ถือเป็นมรดกของลูกหลานต่อไปในวันข้างหน้า อย่างไรก็ตาม คณะ กมธ. มีแผนที่จะเดินทางไปพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กระทรวง เพื่อหารือร่วมกันต่อไป