“บิ๊กเกรียง” มั่นใจดับไฟใต้ต้องใช้ข่าวกรองมวลชน ชี้ช่องทางสกัดการก่อเหตุ ต้องไม่เปิดโอกาส ปิดรอยต่อ ทำให้หนีไม่ได้


เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 27 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ในฐานะอดีตแม่ทัพภาค 4 กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า สถานการณ์ชายแดนใต้ค่อนข้างซับซ้อนอยู่ในตัวเอง ประเด็นสำคัญคือ งานด้านการข่าว ในประชาคมข่าวกรองชายแดนใต้จะประกอบด้วย หน่วยข่าวหลายส่วน ทั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กอ.รมน.ภาค 4 หรือหน่วยงานข่าวอื่นๆ ต้องทำงานร่วมกัน ต้องใช้กลยุทธ์ป้องปรามเป็นหลัก แต่ช่องว่างที่เกิดขึ้นเกิดจากการบริหารพื้นที่ ผู้ก่อเหตุจะกระทำต่อเมื่อเป้าหมายชัด โอกาสมี ทางหนีพร้อม เมื่อถามว่า การข่าวในพื้นที่ไม่ได้อ่อนใช่หรือไม่ พล.อ.เกรียงไกรตอบว่า ไม่มั่นใจเรื่องการข่าว แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา งานการข่าวเป็นเรื่องสำคัญ การข่าวที่แม่นยำคือ การข่าวจากมวลชน ถ้ามีความต่อเนื่อง ให้ความไว้วางใจเขา เชื่อมั่นในตัวเขา ก็มีโอกาสได้การข่าวที่ชัดเจน นำไปสู่การวางแผนปฏิบัติ ให้การก่อเหตุชะงัก ระงับความรุนแรงได้ ต้องไม่เปิดโอกาส ปิดรอยต่อ ทำให้หนีไม่ได้ 

เมื่อถามว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ยอมรับทราบการข่าวล่วงหน้า แต่ยังไม่มีความแม่นยำ จะแก้ปัญหาอย่างไร พล.อ.เกรียงไกรตอบว่า การข่าวที่แม่นยำต้องมาจากมวลชน สมัยเป็นแม่ทัพภาค 4 ได้ข่าวมากมายจากงานมวลชนที่ทุ่มเททำมาร่วม 20 ปี ขณะนั้นได้รับรายงานข่าวตลอดเวลา

พล.อ.เกรียงไกรกล่าวว่า ส่วนความเห็นต่างเรื่องการปฏิบัติการทางทหาร ที่กล่าวอ้างว่า มีการยิงประชาชนจากเฮลิคอปเตอร์ ที่อ.จะแนะ จ.นราธิวาสนั้น ตนไม่ทราบ ในยุคของตนไม่เคยใช้เฮลิคอปเตอร์ขึ้นปฏิบัติการ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ที่ผ่านมาเวลาเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่จะถูกมองเป็นรัฐทำ คือรัฐเป็นคนกระทำไว้ก่อน ส่วนการเปลี่ยนตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของรัฐบาลและความเหมาะสม เข้าใจว่าเป็นการบริหารบุคลากรที่สามารถก่อให้เกิดประสิทธิภาพในหน่วยงานได้ เมื่อถามว่า สถานการณ์ชายแดนใต้หลังเปลี่ยนผ่านรัฐบาลดูเกิดเหตุถี่ขึ้น บุคคลที่รัฐบาลแต่งตั้งให้เข้าไปทำหน้าที่ในพื้นที่ มีความเหมาะสมหรือไม่ พล.อ.เกรียงไกรตอบว่า ผู้บริหารคงมองแล้วว่า ต้องมีการปรับ ไม่ขอก้าวล่วง