“อัครเดช” หนุน พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้จำเป็นเร่งด่วน เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ย้ำต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้ ยันไม่มีการตีเช็คเปล่า


วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุน พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยย้ำว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตระดับโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน


นายอัครเดช ระบุว่า รัฐบาลยื่นเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่กระบวนการพิจารณาล่าช้าเนื่องจากมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลที่ฝ่ายค้านสามารถดำเนินการได้ และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วว่าการออกพระราชกำหนดดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 และมีเหตุจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน จึงควรเคารพคำวินิจฉัยและเดินหน้าดำเนินการต่อ จึงอยากให้สภาแห่งนี้ช่วยกันตรวจสอบการใช้เงินให้เกิดความโปร่งใส และไม่มีการทุจริตในโครงการ ไม่ต้องการให้การอภิปรายในสภาสร้างความเข้าใจผิดหรือสร้างบรรทัดฐานที่คลาดเคลื่อนต่อประชาชน


สำหรับงบประมาณก้อนแรก 200,000 ล้านบาท นายอัครเดช มองว่า มีความจำเป็นในการเยียวยาประชาชนในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงานและภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้าแต่เงินเฟ้อสูง โดยชี้ว่าเม็ดเงินดังกล่าวไม่ได้ช่วยเฉพาะประชาชนที่ได้รับสิทธิ แต่ยังส่งต่อไปยังผู้ผลิต ผู้ประกอบการ โรงงาน ร้านค้า เกษตรกร และแรงงาน ซึ่งมีส่วนช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจ


นายอัครเดช ยังกล่าวถึงโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยมองว่าการนำวิกฤตพลังงานมาเป็นโอกาส จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าแก๊สและน้ำมัน และสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน พร้อมยกตัวอย่างแนวทางติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน รวมถึงการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงทางเลือก


นายอัครเดช กล่าวอีกว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับประชาชน หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของครัวเรือน และอาจสร้างรายได้ให้ประชาชนในระยะยาว ขณะเดียวกันยังสอดคล้องกับเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก


นายอัครเดช ย้ำว่า แม้มีข้อกังวลเรื่องการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศ แต่ควรมองว่าเป็นการนำเข้าสินค้าทุนที่สามารถนำไปสร้างผลิตภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจ มากกว่าการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย


ช่วงท้าย นายอัครเดช กล่าวถึงข้อวิจารณ์ว่า พ.ร.ก.กู้เงินมีลักษณะเป็น “การตีเช็คเปล่า” โดยยืนยันว่าในท้ายพระราชกำหนดมีการกำหนดกรอบและรายละเอียดของโครงการ รวมถึงมีกระบวนการกลั่นกรองและตรวจสอบตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งมีคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ประกอบด้วยสมาชิกทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อร่วมกันตรวจสอบการใช้เงินกู้


“การกู้เงินครั้งนี้ไม่ควรเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องใช้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ระบบพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนประชาชน และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว” นายอัครเดช กล่าว