ที่ประชุมสภา เห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 285 ต่อ 141 เสียง งดออกเสียง 52 เสียง “เอกนิติ” ย้ำจำเป็นต้องกู้เปลี่ยนผ่านพลังงาน สั่งย้ำเรื่องความโปร่งใส เงินต้องถึงมือประชาชน ด้าน “อนุทิน” ขอบคุณที่ให้โอกาสผมมาเป็นนายกฯ
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 20.00 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เพื่อพิจารณาวาระด่วน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงที่ประชุมว่า เรื่องข้อกังวลเรื่อง เงินกู้ 2 แสนล้าน ในส่วนหลัง ไม่มีรายละเอียด ไม่ตอบโจทย์ ล้าหลัง นั้น เราเห็นถึงความรอบคอบ มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองอีกชั้น หลายท่านบอกไม่มีรายละเอียดโครงการ เพราะโครงการยังไม่เสนอมา แต่สามารถไปตรวจสอบได้ และยืนยันว่าจะมีการกลั่นกรองอย่างเข้มข้น และมีความโปร่งใส เพราะมาจากคณะกรรมการภายนอก มีความเป็นมืออาชีพ พร้อมยืนยันว่า
แม้ พ.ร.ก.นี้ผ่านก็ไม่ได้ตัดตอนความเชื่อมโยงจากสภา เพราะต้องรายงานให้สภาทราบ ภายใน 60 วัน ส่วนเรื่องกรรมการชุดนี้มีความเป็นอิสระหรือไม่ ใบสั่งเดียวที่โดนสั่งมา จากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือขอให้ทำงานโปร่งใส ใช้เงินคุ้มค่ากับที่จ่ายไป ทุกโครงการต้องตรงตาม พ.ร.ก. และตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง
“สิ่งที่อยากเห็นเรื่องวิกฤต คือประเทศไทยต้องรับมือได้ดีกว่าเดิม ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนต้องน้อยลงกว่าเดิม” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว
“เอกนิติ” ย้ำจำเป็นต้องกู้เปลี่ยนผ่านพลังงาน
ต่อมาเวลา 20.05 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าว สรุป 3 ประเด็น ว่า ขอย้ำว่านี่คือวิกฤต ข้อมูลที่ออกมาเรื่องสงครามตะวันออกกลาง เจอวิกฤต ทั้งเรื่องพลังงาน ค่าครองชีพ ต้นทุนสูง และสุดท้าย วิกฤตกำลังซื้อหด การบริโภคไตรมาส 2 ติดลบจากไตรมาสแรก หากปล่อยไปจะทำให้คนตกงาน ธุรกิจต้องปิดตัว วันนี้ยิ่งข้อมูลออกมา ยิ่งตอกย้ำว่าเราตัดสินใจถูกต้อง ไม่เช่นนั้นจะเป็นแผลเป็นทางเศรษฐกิจ แล้วจะแก้ยาก และศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก ก็เห็นด้วย
หลายท่านบอกเรื่องเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นเรื่องระยะยาว ค่อยๆทำก็ได้ นั้น ไทยนำเข้าพลังงานและก๊าซธรรมชาติเยอะมาก ทำให้เราอ่อนไหวเรื่องพลังงานโลก ทำให้ขาดดุล 6 แสนล้านบาท จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน เปรียบเสมือนบ้านรั่วที่ต้องหาถังน้ำมารองอยู่ตลอด สุดท้ายต้องจบที่การกู้เงินมาซ่อม เพราะฉะนั้น พ.ร.ก. นี้จึงมีความสำคัญ ที่เราจะเอางบนี้มาเปลี่ยนหลังคาประเทศไทยให้แข็งแรงขึ้น ไม่ต้องคอยหาถังน้ำมารองแก้ปัญหาเป็นวันๆ ไปเรื่อยๆ
สั่งย้ำเรื่องความโปร่งใส เงินต้องถึงมือประชาชน
นายเอกนิติ ยังกล่าวอีกว่า ตนเองเน้นย้ำตลอดเรื่องความโปร่งใส ต้องเปิดเผยให้หมด ทุกโครงการที่นำมาเสนอต้องถึงมือประชาชน อย่างโปร่งใส คุ้มค่า ส่วนโครงการที่ยังไม่มีเพราะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัด ต้องการเปลี่ยนผ่าน ลดการพึ่งพาพลังงาน หากทำเหมือนในอดีต เสนอโครงการมาตัดแปะ อันนั้นแหละน่ากลัว โครงการที่มาช้าเป็นสิ่งดี เพราะตนเองเข้มงวด ตรงนี้เป็นการสะท้อนถึงความโปร่งใส และเงินถึงมือประชาชน
“เวลาออกแบบบ้าน หากมันไม่ดีก็ต้องปรับเปลี่ยน ซึ่งคือความรอบคอบ ไม่ใช่มีโครงการรออยู่แล้วแล้วเอามานำเสนอเลย เราจะได้เลิกพึ่งพาน้ำมันที่ต้องนำเข้า จะเอาน้ำมันบนดิน ไบโอดีเซลจากพืช ในไทยมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน”
นายเอกนิติ ยืนยันอีกว่า พ.ร.ก. นี้ไม่ใช่เอาเงินมากอง ใช้เงินตามความจำเป็น เพดานหนี้ที่ 70 เปอร์เซ็นต์ยังต่ำกว่าหลายประเทศ นี่คือความเชื่อมั่นและวินัยการคลัง ดังนั้นที่บอกว่ากู้เงินมากองเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน วันนี้เราอาจจะไม่เห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่การออก พ.ร.ก. ภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแล และประเทศไทยจะต้องกลับมาเข้มแข็งกว่าเดิม เศรษฐกิจในวันนี้ต้องเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด และต้องลงทุนเพื่อความแข็งแกร่งของประเทศ
“อนุทิน” ขอบคุณที่ให้โอกาสผมมาเป็นนายกฯ
จากนั้น เวลา 20.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปิดจบอภิปรายว่า ทางรองนายกฯ ได้อธิบาย ไปแล้ว ในฐานะกรรมการกลั่นกรองจะใช้งบประมาณตามวัตถุประสงค์ของประชาชน และขอยืนยันของเจตนารมณ์ที่สุจริต ที่มุ่งเป้าไปที่ประเทศและประชาชนเท่านั้น ในการออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ และขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่เอื้อประโยชน์ให้กับใครเป็นการเฉพาะ ตนเองและรองนายกฯ จะติดตามการใช้งบประมาณ ไม่ให้รั่วไหลเป็นอันขาด ในฐานะนายกฯ ตนเองทราบดีว่านี้คือเงินกู้ มีต้นทุน และพิจารณาแล้วว่ามันคุ้มค่า กับสิ่งที่เราดำเนินการโครงการต่างๆ เพราะรู้ว่ามีดอกเบี้ย 1.2% ที่จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด จึงให้ส่วนราชการต่างๆ ทำข้อเสนอแนะ แนวทางมา ซึ่งการอภิปรายในวันนี้จะนำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศชาติ พร้อมกล่าวทิ้งท้าย ขอบคุณ ที่ท่านให้โอกาสผมมาเป็นนายกฯ รับใช้ประชาชน
“สุดท้ายนี้ผมต้องกล่าวขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณอีกครั้งครับ ถึงแม้ว่าท่านจะไม่อยากฟังแล้ว แต่ว่าผมต้องขอขอบพระคุณท่าน ที่ท่านได้ให้โอกาสผมมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี รับใช้ประเทศชาติ และพี่น้องประชาชน” นายอนุทิน กล่าว
จากนั้นเวลา 20.25 น. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ได้เรียกสมาชิกลงมติ ว่าจะอนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานหรือไม่ โดยที่ประชุม มีจำนวนผู้ลงมติ 478 คน เห็นด้วย 285 เสียง ไม่เห็นด้วย 141 เสียง และ งดออกเสียง 52 เสียง ไม่ออกเสียง 0 เสียง ก่อนที่นายโสภณจะสั่งปิดการประชุมในเวลา 20.28 น.