“ชัยชนะ” อภิปรายเดือด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สร้างภาพฝันพาชาติลงเหว ซัดอย่าต้มประชาชนเหมือนขาหมู จี้เปิดแผนพลังงาน หวั่นเอื้อประโยชน์กักตุนโซลาร์เซลล์
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งข้อสังเกตและแสดงความห่วงใยต่อการบริหารจัดการงบประมาณตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่รัฐบาลระบุว่าเป็นการกู้เงินเพื่อนำมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน
นายชัยชนะ กล่าวว่า จากการรับฟังคำชี้แจงของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่พยายามอธิบายราวกับว่ารัฐบาลกำลังนำพาประชาชนไปสู่ความฝันอันสูงสุด แต่แท้จริงแล้วกลับกำลังนำพาประเทศดิ่งลงเหว โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ตามที่เคยหาเสียงและแถลงนโยบายไว้ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือ 2,000-4,000 บาท แต่กลับไปตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ทั้งยังไม่บอกความจริงกับประชาชนว่า เม็ดเงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ จะกลายเป็นภาระผูกพันที่ทำให้เด็กแรกเกิดต้องแบกรับหนี้สินประเทศคนละ 5,970 บาททันที และดันยอดหนี้สาธารณะมวลรวมพุ่งแตะ 13 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 69 ซึ่งเกือบชนเพดานวินัยการเงินการคลังที่ร้อยละ 70 แล้ว
“ผมอยู่สภาฯ มา 3 ชุดแล้ว เคยอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ไป ตอนนั้นประเทศอยู่ในวิกฤตโควิด ต้องมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน มันล็อกดาวน์ วันนี้รัฐบาลพยายามบอกว่าประเทศกำลังเจอวิกฤตพลังงาน เราต้องมาช่วยเหลือวิกฤตพลังงาน แล้วไหนล่ะ ท่านรองนายกรัฐมนตรียังไม่พูดเลยว่าจะสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือนเหรอ ครัวเรือนละเท่าไหร่ อุดหนุนซื้อรถ EV อย่างไร ทำไมไม่พูด อย่าต้มประชาชน ต้มแล้วต้มอีกเหมือนประชาชนเป็นขาหมูเถอะ หรืออย่าพยายามเสกมนต์ขลังทั้งหมดให้ประชาชนหลงกับคำพูดที่มาโอ้อวด ไม่ใช่ครับ”
พร้อมกันนี้ นายชัยชนะ ยังได้ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความชัดเจนของแผนงานปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานในอนาคต ทั้งโครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือน และการอุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเตือนว่ารัฐบาลอาจไม่ได้มองปัญหาขยะอันตรายในระยะยาวที่จะตกเป็นภาระงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกำจัดซากแผงโซลาร์เซลล์หลังหมดอายุการใช้งาน 15 ปี รวมถึงยังไม่มีมาตรการรองรับและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนในต่างประเทศ
“ถ้าท่านเดินหน้าใช้แผงโซลาร์เซลล์จริงๆ รัฐบาลมีมาตรการ ชี้แจงและให้คำมั่นสัญญาต่อสังคมได้อย่างไรว่าคนที่เป็นเอกชนขายแผงโซลาร์เซลล์ จะไม่มีความเชื่อมโยงกับบุคคลในคณะรัฐมนตรีอีก มันจะไม่มีการซื้อมากักตุน เหมือนกักตุนน้ำมันที่ผ่านมา กล้ายืนยันไหมว่าจะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอีก เพราะวงเงินมันเยอะ เม็ดเงินมันก้อนโต ทราบดีครับการทำมาหากินทำกันได้ แต่อย่ามองประเทศนี้เหมือนหลุมอันหนึ่ง แล้วไปขุดเอา ขุดเอา แล้วทุจริตเอา ทำให้ประชาชนแบกรับหนี้สินต่อไป”
พร้อมกับทิ้งท้ายด้วยการยื่น 3 คำถามสำคัญถึงฝ่ายบริหาร ได้แก่ 1. นายกรัฐมนตรีจะสามารถให้คำมั่นสัญญาต่อสังคมได้หรือไม่ว่า จะไม่มีการทุจริตเชิงนโยบาย การกักตุนสินค้า หรือผลประโยชน์ทับซ้อนของบุคคลในรัฐบาลที่เชื่อมโยงกับเอกชนผู้ค้าแผงโซลาร์เซลล์
2. แผนงานเงินกู้ก้อนหลังจำนวน 200,000 ล้านบาท มีความชัดเจนและสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้ประเทศอย่างไร
3. งบประมาณก้อนแรก 200,000 ล้านบาท ที่ยังคงเหลืออยู่นั้น รัฐบาลจะมีแนวทางบริหารจัดการและขับเคลื่อนต่ออย่างไร เพื่อให้สังคมได้รับความกระจ่างอย่างตรงไปตรงมา.