“วรศิษฎ์” รมช.มหาดไทย นำแถลงผลปฏิบัติการ “สยบภัยไชยปราการ” ทลายขบวนการทุจริตทำบัตรเลข 0 สวมสิทธิให้ต่างด้าว 5,044 ราย พื้นที่ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ สั่งฟัน จนท.รัฐ-ออกหมายจับ
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าว ผลการปฏิบัติการ “สยบภัยไชยปราการ” ปราบปรามขบวนการทุจริตการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน และการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรเลข 0) ให้แก่บุคคลต่างด้าวโดยมิชอบ ในพื้นที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารหอประชุม ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่
การแถลงผลการปฏิบัติการในครั้งนี้ ผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมแถลง ประกอบด้วย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายศรชัย ชูวิเชียร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 5 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. นายสมชาย ติไชย ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 (DSI) ร่วมแถลงข่าว
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ตนเป็นตัวแทนรัฐบาลมานำแถลงผลการปฏิบัติเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ การกระทำผิดนี้ถือได้ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ โดยการกระทำในลักษณะดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างไม่ใช่แค่การแย่งชิงสิทธิ สวัสดิการของคนไทย แต่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและความมั่นคงของประเทศอย่างยิ่ง
“รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามอาชญากรรมในทุกรูปแบบ นำไปสู่การบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในวันนี้ ทั้งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ท. และหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้มีการเปิดปฏิบัติการ “สยบภัยไชยปราการ” ปราบปรามการทุจริตจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน และจัดทำบัตรเลข 0 ให้แก่บุคคลต่างด้าวโดยมิชอบ ในห้วงปี พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2565 จำนวนกว่า 5,044 ราย ในพื้นที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีรายการที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการกระทำความผิดที่แน่ชัด จำนวน 74 รายการ ที่ได้ดำเนินการจำหน่าย ยกเลิก เพิกถอนรายการทางทะเบียนที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว และในส่วน 23 ราย ที่ดำเนินการจับกุมในวันนี้ จะเร่งดำเนินการจำหน่าย ยกเลิก เพิกถอนรายการทางทะเบียนดังกล่าวโดยเร็ว”
นายวรศิษฎ์ กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ผนึกกำลังต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน เดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง “ยึดหลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา อะไรผิดก็คือผิด ไม่เลือกปฏิบัติ” และการดำเนินการทั้งหมดนี้ รัฐบาลโดยเฉพาะฝ่ายปกครอง และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มุ่งเน้นที่การ “รื้อ-แก้ไข-บล็อค” เริ่มจากการถอดรื้อปัญหาอาชญากรรมที่สะสมมาอย่างยาวนาน เจาะลึกถึงต้นเหตุของปัญหา วางแผนปราบปรามแก้ไขอย่างเป็นระบบ และป้องกันมิให้เกิดปัญหาซ้ำโดยวางมาตรการที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน พร้อมทั้งขยายผลค้นหาเครือข่ายทั้งหมดตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ให้แนวทางในการทำงาน โดยยึดหลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”
“หากพบว่า ผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือหรือสนับสนุนการกระทำความผิดจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยจะยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ และวันนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง จัดตั้งศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E. - Center) เพื่อรับแจ้งเบาะแสการกระทำความผิด และประสานการดำเนินการทางคดีทางทะเบียนและสัญชาติแล้ว ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าปิดช่องโหว่ภัยความมั่นคงทางทะเบียน งานทะเบียนต้องเป็นเกราะของประเทศ ไม่เป็นเครื่องมือให้ใครแสวงหาผลประโยชน์”
นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ผลการปฏิบัติงานในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างชุดปฏิบัติการป้องกันอาชญากรรมทางทะเบียน อำเภอไชยปราการ และสำนักงาน ป.ป.ช. ลงพื้นที่ตรวจสอบพบการทุจริตการทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนอย่างผิดกฎหมายจำนวนถึง 5,044 ราย โดยผู้กระทำผิดมีพฤติการณ์จงใจพิมพ์ลายนิ้วมือให้ไม่สมบูรณ์เพื่อให้ระบบส่วนกลางไม่สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งยังมีการสร้างพยานเท็จเพื่อรับรองการเพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้าน และตั้งชื่อให้แตกต่างจากหนังสือเดินทางเพื่อเจตนาแจ้งข้อความเท็จในการขอรับบัตรประจำตัวบุคคลประเภทเลข 0 ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นไม่ได้มีภูมิลำเนาหรือที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่จริง เมื่อระบบตรวจสอบพบยอดการเพิ่มชื่อที่มากผิดปกติ จึงนำไปสู่การรวบรวมหลักฐานและให้เจ้าหน้าที่กรมการปกครองเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษที่สถานีตำรวจภูธรไชยปราการ
“การดำเนินคดีดังกล่าวนำไปสู่การออกหมายจับ 36 หมาย และหมายค้น 12 หมาย โดยมีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจำนวน 35 คน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ 1 คนในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พยานผู้สนับสนุนการกระทำความผิด 11 คน และคนต่างด้าวที่แจ้งข้อความเท็จอีก 23 คน การกระทำเหล่านี้นอกจากจะเป็นการปลอมแปลงเอกสารแล้ว ยังส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความมั่นคงและระบบเศรษฐกิจของประเทศจากการเบียดบังทรัพยากรของประชาชนชาวไทย ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะเร่งขยายผลการสืบสวนต่อไปให้ถึงที่สุด เนื่องจากการทุจริตอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ 5,044 รายนี้ สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมกระทำความผิดซึ่งตรวจพบทั้งหมด 3 ราย และปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ 1 รายนั้น ทางจังหวัดจะดำเนินการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน” อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวเพิ่มเติม
พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดการกับขบวนการนอมินีที่ถือครองที่ดินแทนชาวต่างชาติ ซึ่งดำเนินการมาแล้วถึง 7 เฟสในหลายพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เกาะพะงัน ภูเก็ต ชลบุรี และเชียงใหม่ การดำเนินการดังกล่าวสามารถทวงคืนที่ดินได้จำนวน 309 แปลง รวมเนื้อที่ 217 ไร่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,339 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการปราบปรามขบวนการ “พ่อทิพย์” ที่มีการสวมสิทธิ์ให้เด็กประมาณ 1,494 ราย ผ่านโรงพยาบาล 2 แห่ง รวมถึงการกวาดล้างปัญหาการสวมสิทธิ์ทำบัตรในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อปกป้องทรัพยากรของชาติ
สำหรับความคืบหน้าของปฏิบัติการในพื้นที่อำเภอไชยปราการ เป็นการตรวจสอบและขยายผลข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำความผิดได้หลายกลุ่ม ประกอบด้วยการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐคือปลัดอำเภอ 1 ราย (และมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 2 ราย) นอกจากนี้ยังมีการจับกุมเจ้าบ้านที่ให้ที่พักพิงจำนวน 2 ราย จับกุมกำนันและผู้ใหญ่บ้านรวม 8 ราย รวมถึงชาวต่างด้าวที่สวมบัตรอีกจำนวน 23 ราย ผู้กระทำความผิดกลุ่มนี้ได้นำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรหัวศูนย์ หรือบัตร 10 ปี) ไปใช้เพื่อเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างผิดกฎหมาย เช่น การใช้แรงงาน การใช้สิทธิประกันสังคม และการเปิดบัญชีธนาคาร ซึ่งเป็นการเบียดบังทรัพยากรและสวัสดิการของรัฐที่ประชาชนชาวไทยควรจะได้รับ
เพื่อเป็นการแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงเตรียมบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แนวทางสำคัญคือการนำข้อมูลจากกรมการปกครองไปเชื่อมโยงกับข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หากพบว่าบุคคลที่ถือบัตรหัวศูนย์มีการถือครองหนังสือเดินทางของต่างชาติร่วมด้วย จะถือว่ามีความผิดชัดเจนและสามารถคัดกรองผู้กระทำความผิดออกได้ทันที นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาเสนอแนวทางให้ระงับหรือยกเลิกสิทธิ์ของกลุ่มผู้ถือบัตรต้องสงสัยที่มีจำนวนมากไว้ก่อน แล้วจึงเปิดโอกาสให้กลุ่มคนไร้รากเหง้าที่สุจริตเข้ามาดำเนินการอุทธรณ์สิทธิ์ในภายหลัง เพื่อความรวดเร็วในการคัดแยกผู้ทุจริตออกจากการให้ความช่วยเหลือตามหลักสิทธิมนุษยชน