ศาลรัฐธรรมนูญ เริ่มไต่สวนพยาน 5 ปาก “คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” สั่งงดถ่ายทอดภาพและเสียงตามคำขอ กกต. กำชับห้ามเผยแพร่ข้อมูลไต่สวนโดยเด็ดขาด ด้าน ปธ.กกต. ร่วมสังเกตการณ์


วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานจำนวน 5 ปาก ในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด (Barcode) และรหัสคิวอาร์โค้ด (QR code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 โดยการไต่สวนวันนี้ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. มาร่วมสังเกตการณ์ไต่สวนด้วย

พยานจำนวน 5 ปาก เป็นพยานที่ศาลเรียกประกอบด้วย 

1. นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ สำนักงาน กกต. 

2. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. 

3. นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 

4. นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด

5. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.

นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้ทาง กกต. โดย ว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ได้สาธิตกระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง  และก่อนเริ่มการไต่สวน นายวิรุฬห์ แสงเทียน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ไต่สวน ได้แจ้งคู่กรณีว่า เนื่องจากได้รับการร้องขอจากประธาน กกต. และบริษัทผู้พิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส. ขอไม่ให้พิจารณาคดีโดยเปิดเผย ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าบัตรเลือกตั้งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเลือกตั้ง สส. ซึ่งในบัตรเลือกตั้ง สส. ทั้ง 2 แบบประกอบด้วยมาตรการป้องกันการปลอมแปลงและการทุจริตบัตรเลือกตั้งมีอยู่หลายวิธี ซึ่งหากเปิดเผยต่อสาธารณะอาจส่งผลกระทบต่อมาตรการความปลอดภัยในการจัดทำบัตรเลือกตั้งที่จะต้องป้องกันการปลอมแปลง และทำให้มาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งเสื่อมประสิทธิภาพ อันกระทบต่อความมั่นคงเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้การเลือกตั้งอาจไม่เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม 

ฉะนั้น เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ศาลจึงเห็นสมควรให้งดการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงในการไต่สวนพยานในวันนี้ และเห็นควรกำหนดให้บุคคลที่อยู่ในห้องพิจารณาตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง และให้ผู้ที่อยู่ในห้องพิจารณาเป็นบุคคลที่ศาลอนุญาตเท่านั้น รวมทั้งขอให้ผู้ที่อยู่ในห้องพิจารณาไม่เผยแพร่ข้อมูลที่ได้จากการไต่สวนวันนี้สู่บุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด.