ครม. เห็นชอบไทยร่วมเครือข่ายโลก ดัน “สิทธิแรงงาน-ค่าจ้างเป็นธรรม-งานที่มีคุณค่า” รับไทยเจ้าภาพประชุมแรงงานอาเซียน พร้อมเห็นชอบขยายเวลาโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ ถึง 30 ก.ย. 69


วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยความยุติธรรมทางสังคม (Global Coalition for Social Justice) โดยมีกระทรวงแรงงาน เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย ภายใต้กรอบองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) 

ทั้งนี้ เครือข่ายดังกล่าวจัดตั้งขึ้นโดย ILO เพื่อส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งขับเคลื่อนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยตรง อาทิ สิทธิแรงงาน ค่าจ้างที่เป็นธรรม การเข้าถึงงานและการคุ้มครองทางสังคม การสร้างงานที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และการเจรจาระหว่างภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง การเข้าร่วมครั้งนี้จะช่วยให้ไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางด้านแรงงานกับภาคีในระดับนานาชาติ และนำไปต่อยอดการพัฒนานโยบายให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ เศรษฐกิจสีเขียว และรูปแบบการจ้างงานใหม่ๆ

ขณะเดียวกัน ไทยกำลังเป็นเจ้าภาพ การประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 (ALMM ครั้งที่ 29) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 23–28 สิงหาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Advancing ASEAN Human Capital: Skill Certification towards Global Recognition” มุ่งผลักดันการรับรองทักษะฝีมือให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้แรงงานนำทักษะไปต่อยอดในตลาดแรงงานที่กว้างขึ้น และช่วยให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแรงงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการ

สำหรับการเดินหน้าความร่วมมือทั้งในระดับโลกและอาเซียนจะช่วยให้ไทยมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านแรงงาน พร้อมเตรียมแรงงานให้มีทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดงาน ควบคู่กับการส่งเสริมสิทธิและหลักประกันที่เหมาะสมกับโลกการทำงานยุคใหม่ ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีกำหนดลงนามในหนังสือยืนยันการเข้าเป็นภาคีเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยความยุติธรรมทางสังคม ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงแรงงานจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการต่อไป

ขยายเวลา “โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ” ถึง 30 ก.ย. 69

ขณะเดียวกัน ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ยังเปิดเผยถึงกรณีที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาดำเนินโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) จากเดิมที่มีระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปี ซึ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งการขอขยายเวลาในครั้งนี้ ก็เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เจ้าของเรือประมง ซึ่งมีความประสงค์จะนำเรือออกนอกระบบ แต่ไม่สามารถดำเนินการแยกชิ้นส่วน ทำลายเรือ หรือเปลี่ยนแปลงประเภทเรือ ได้ทันตามกรอบเวลาเดิมที่กำหนดไว้ จำนวน 7 ลำ โดยภาพรวมการดำเนินโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ มีเป้าหมายทั้งสิ้น 923 ลำ จ่ายเงินเยียวยาเสร็จสิ้นแล้ว 782 ลำ อยู่ระหว่างการขอขยายเวลา 7 ลำ และไม่ต้องจ่ายเงินเยียวยาชดเชย 134 ลำ

รองโฆษกรัฐบาล เน้นย้ำว่า การขยายระยะเวลาโครงการในครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อภาระงบประมาณ และไม่มีการขอเพิ่มวงเงินงบประมาณแต่อย่างใด โดยยังคงใช้วงเงินเดิมที่ ครม. เคยอนุมัติไว้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 กรอบวงเงินรวม 1,622.61 ล้านบาท ซึ่งการขยายเวลาจะช่วยรักษาสิทธิและความเป็นธรรมให้แก่ชาวประมงที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขถูกต้อง พร้อมทั้งช่วยปรับสมดุลกองเรือประมงพาณิชย์ให้สอดคล้องกับปริมาณสัตว์น้ำ เพื่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนต่อไป

เห็นชอบ MOU ไทย-สิงคโปร์ ขยายความร่วมมือพัฒนาสังคม-สวัสดิการ

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังมีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาสังคมระหว่าง 2 ประเทศ โดยสาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจ มุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยน ข้อมูล องค์ความรู้ ประสบการณ์ นโยบาย และแนวปฏิบัติ ระหว่างหน่วยงานของทั้ง 2 ประเทศ ครอบคลุมด้านสวัสดิการสังคม การพัฒนาชุมชน การพัฒนาและคุ้มครองเด็ก ตลอดจนการแลกเปลี่ยนบุคลากร การศึกษาดูงาน การฝึกอบรม การประชุม และการสัมมนาร่วมกัน

สำหรับประเด็นด้านเด็ก ร่างบันทึกความเข้าใจเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ประเทศแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับ การพัฒนาเด็กในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต รวมถึงแนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาและคุ้มครองเด็ก เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายและการจัดบริการด้านสังคมให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ

ทั้ง 2 ฝ่ายจะสนับสนุนการแลกเปลี่ยนบุคลากรและกิจกรรมด้านวิชาการ ทั้งการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน การประชุม และการสัมมนา เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้แนวปฏิบัติด้านสวัสดิการและการพัฒนาสังคมระหว่างกัน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง จะมีการจัดตั้ง คณะทำงานร่วม ทำหน้าที่วางแผน เตรียมการ ประสานงาน ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน โดยกำหนดให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีความเหมาะสม

สำหรับความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกให้ไทยและสิงคโปร์ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการทำงานด้านการพัฒนาสังคมระหว่างกัน โดยเฉพาะการพัฒนาและคุ้มครองเด็ก รวมถึงการดูแลเด็กในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต เพื่อนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมมาต่อยอดการทำงานด้านสังคมของไทย ทั้งนี้ มีแผนลงนามร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวในวันที่ 6 กันยายน 2569 ในโอกาสการประชุมผู้นำไทย-สิงคโปร์ ครั้งที่ 6 ซึ่งกำหนดให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ