ครม.ไฟเขียว ร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ตีคนในบ้าน ยอมความไม่ได้ พร้อมเพิ่มโทษหนักขึ้น “นิกร” ลุยอุดช่องโหว่กฎหมายเก่า เซฟความปลอดภัยผู้ที่เข้าข่ายจะถูกกระทำ


วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... ตามที่กระทรวง พม. เป็นผู้เสนอ เพื่อเป็นการรื้อปรับปรุงกฎหมายฉบับเดิมที่ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2550 หรือเกือบ 20 ปี ซึ่งพบว่ามีช่องโหว่ ไม่ทันต่อสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป และมีความคลุมเครือจนทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานลำบาก

นายนิกร ระบุว่า การแก้กฎหมายครั้งนี้ถือเป็นการยกเครื่องใหม่เพื่ออุดรอยรั่ว โดยมีสาระสำคัญที่น่าจับตาหลายประเด็น เริ่มจากการยกระดับความผิด โดยกำหนดชัดเจนให้ การกระทำความรุนแรงในครอบครัว เป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้ เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งขยายความชัดเจนด้วยการตีความนิยามคำว่าความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวง พม. ยังได้ผุดมาตรการคุ้มครองก่อนเกิดเหตุ เพื่อเซฟความปลอดภัยให้ผู้ที่เข้าข่ายจะถูกกระทำและระงับเหตุก่อนบานปลาย รวมถึงงัดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นเพื่อจัดหนักผู้กระทำผิดและสร้างความหลาบจำ ขณะเดียวกันยังเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตั้งงบประมาณสนับสนุนการทำงานตาม พ.ร.บ. นี้ได้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญยังได้กำหนดเหตุความปรานี หรือ บรรเทาโทษในกรณีที่ผู้กระทำผิดคืออดีตเหยื่อที่ถูกทำร้ายมาอย่างต่อเนื่องยาวนานจนเกิดภาวะผิดปกติทางจิตใจ เป้าหมายสูงสุดของกฎหมายฉบับนี้คือ ต้องคุ้มครองผู้ถูกกระทำ ป้องกันความรุนแรง ลดการเกิดเหตุซ้ำ และสร้างระบบช่วยเหลือที่รวดเร็วและเป็นธรรม เพื่อให้ครอบครัวและสังคมไทยปลอดภัยเข้มแข็งยิ่งขึ้น

นายนิกร กล่าวด้วยว่า ทาง ครม. ฝากความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว เพื่อคลอดกลไกและกระบวนการทำงานที่เข้ากับยุคสมัย ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาความรุนแรงในบ้านได้อย่างชะงัดแล้ว ยังช่วยสกัดกั้นปัญหาอาชญากรรม การทอดทิ้งเด็ก คนพิการ และผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมาอีกด้วย

ขณะที่ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. เป็นการยกเครื่องกฎหมายเดิม พ.ศ. 2550 ให้เท่าทันรูปแบบความรุนแรงในครอบครัวที่เปลี่ยนไป โดยมุ่งปิดช่องว่างของกฎหมาย เพิ่มกลไกคุ้มครองผู้ถูกกระทำให้รวดเร็วขึ้น และทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่มีความชัดเจนและบูรณาการระหว่างหน่วยงานมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายที่ระบุไว้ในเอกสารประกอบการเสนอ ครม.

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ขยายความหมายของ “ความรุนแรง” ให้มากกว่าการทำร้ายร่างกาย ครอบคลุมการกระทำที่ทำให้เกิดความกลัว การขู่เข็ญ และการบั่นทอนทางเศรษฐกิจ พร้อมขยายความหมายของ “บุคคลในครอบครัว” ให้ครอบคลุมถึงอดีตคู่สมรสและผู้ที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน เพื่อให้การคุ้มครองสอดคล้องกับรูปแบบความสัมพันธ์ในสังคมปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายยังเปลี่ยนความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ พร้อมกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากกระทำต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี จะต้องรับโทษหนักขึ้น

อีกมาตรการสำคัญคือการ “หยุดความรุนแรงให้เร็ว ก่อนเหตุจะบานปลาย” โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำได้ทันที เช่น ห้ามผู้กระทำเข้าใกล้ผู้ถูกกระทำ หรือห้ามเสพสิ่งมึนเมา ก่อนยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาภายใน 48 ชั่วโมง พร้อมคุ้มครองผู้แจ้งเหตุโดยสุจริตไม่ให้ต้องรับผิดทางกฎหมาย

ส่วนการจัดการหลังเกิดเหตุ ยังปรับจากการ “ไกล่เกลี่ย–ยอมความ” มาเป็นการจัดทำ “แผนแก้ไขและป้องกันการใช้ความรุนแรงในครอบครัว” ร่วมกัน ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน หากปฏิบัติตามแผนสำเร็จ ศาลอาจสั่งยุติคดีได้ แต่หากฝ่าฝืน ศาลจะยกคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาทันที

การปรับกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ความรุนแรงในครอบครัวยังเป็นปัญหาที่ต้องเร่งจัดการ โดยข้อมูลปี 2568 ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน พบเหตุที่ได้รับรายงานแล้ว มากกว่า 2,000 เคส ในจำนวนนี้ประมาณ 20% เกิดจากการใช้อารมณ์และความโกรธจนทำร้ายกัน ขณะที่มากกว่า 20% มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติด สะท้อนว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เพียงปัญหาภายในบ้าน แต่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคมหลายด้าน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความรุนแรงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำร้ายร่างกาย แต่รวมถึงคำพูดหรือพฤติกรรมที่กระทบกระเทือนจิตใจ ทำให้รู้สึกหวาดกลัว ถูกคุกคาม หรือไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และผู้หญิง จึงจำเป็นที่สมาชิกในครอบครัวทุกช่วงวัยต้องมีวุฒิภาวะ เข้าใจ และเคารพกันมากขึ้น

ทั้งนี้ พม. มีภารกิจดูแลเด็ก เยาวชน สตรี ครอบครัว และผู้สูงอายุ ครอบคลุมทุกช่วงวัย โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “ครอบครัวที่เข้มแข็ง” เพราะครอบครัวที่เข้มแข็งต้องเกิดจากความร่วมมือของสมาชิกทุกช่วงวัย ทั้งเด็กและเยาวชน พ่อแม่ และผู้สูงอายุ ที่อยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน เมื่อครอบครัวมีความสุข สมาชิกก็มีโอกาสเติบโตอย่างมีศักยภาพ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

ร่างกฎหมายยังวางระบบป้องกันปัญหาในระยะยาว โดยกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้ง ระบบฐานข้อมูลกลางและเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันและติดตามความรุนแรงในครอบครัว พร้อมกำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุก 5 ปี เพื่อให้กฎหมายปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ และทำให้ “บ้าน” เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัว