“โสภณ” ตรวจความเรียบร้อยห้องอาหาร-ห้องสื่อก่อนเปิดประชุมสภาฯ ย้ำต้องมีคุณภาพ-สมราคา สั่งตั้ง คกก.สอบข้อเท็จจริงปมเรียก 500,000 เรียน ปปร.30 เผยเคยให้เลขาฯ พระปกเกล้า ชี้แจงด้วยวาจาแล้ว


เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 24 สิงหาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินตรวจบริเวณห้องอาหารชั้น B2 อาคารรัฐสภา เพื่อตรวจความเรียบร้อยก่อนสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ ระหว่างเดินตรวจมีการทักทายพ่อค้าแม่ค้าที่เข้ามาขายอาหาร ซึ่งมีการจัดกิจกรรมในธีมงานวัด ภายในห้องอาหาร เพื่อให้ผู้ที่มาใช้บริการร่วมกิจกรรม

จากนั้น นายโสภณ ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อสภาฯ ไม่ได้จัดอาหารไว้สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และที่ผ่านมาตนได้รับเรื่องร้องเรียนจาก สส. ว่า อาหารมีความน่าสนใจน้อยรวมถึงเรื่องคุณภาพ จึงลงมาดูเพื่อจะได้จัดอาหารที่มีคุณภาพให้สมราคา จะได้ถูกปากและอำนวยความสะดวกให้เพื่อนสมาชิก

ส่วนบริเวณรอบสระมรกตที่มีการจัดงานขายสินค้าต่างๆ ที่ให้ร้านค้ามาออกบูธเป็นช่วงๆ ก็กำลังให้ทำระเบียบขึ้นมาว่าการใช้สถานที่เราต้องใช้ให้เหมาะสม ซึ่งอะไรที่พัง ชำรุด เราต้องมีการบำรุงรักษาตลอด ส่วนเรื่องอะไรที่ต้องมีการปรับปรุงเมื่อสร้างแล้ว เราก็ต้องปรับปรุงเพื่อให้เกิดประโยชน์ พร้อมกับเดินมาตรวจความเรียบร้อยที่ห้องสื่อมวลชน โดยนายโสภณ กล่าวเพิ่มเติมว่า อาจจะมีการจัดให้ฝ่ายนิติบัญญัติพบสื่อ เช่น ประธานสภาฯ หรือรองประธาน หรือแม้กระทั่งเพื่อน สส. คาดว่าเดือนละครั้ง เป็นลักษณะการเสวนา พูดคุยกัน

สั่งตั้งคกก.สอบข้อเท็จจริงปมเรียก 5 แสน เรียน “ปปร.30””

นายโสภณ ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า ยังได้ให้สัมภาษณ์กรณีมีการเรียกรับเงินจำนวน 500,000 บาท ผ่านการเข้าศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 30 (ปปร.30) ของสถาบันพระปกเกล้า ที่มีการกล่าวหาโยงถึงเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ว่า ตนได้รับทราบที่มีการกล่าวหาเลขาฯ สถาบันพระปกเกล้า พอเกิดขึ้น ตนได้เคยให้มีการชี้แจงไปแล้ว แต่พอเป็นกระแสข่าวออกมาแบบนี้ ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า ก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง เพื่อพิสูจน์ความจริงต่อตัวของเลขาฯ สถาบันพระปกเกล้า และเป็นการรักษาภาพพจน์ของสถาบันพระปกเกล้า ที่เป็นสถาบันที่ใช้ชื่อของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน สมมติว่าหากเป็นเรื่องจริง เราก็รับไม่ได้ แต่ต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ทั้งนี้ ตนได้แจ้งเลขาฯสถาบันพระปกเกล้าไปแล้วว่าให้เคลียร์ตัวเอง เราจะได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อตรวจสอบต่อไป

เคยให้ “เลขาฯ พระปกเกล้า” ชี้แจงด้วยวาจาแล้ว

“ตั้งแต่ที่เกิดเรื่อง ผมได้ให้เลขาฯ สถาบันพระปกเกล้า ชี้แจงในที่ประชุมของสถาบันพระปกเกล้า ท่านก็ชี้แจงด้วยวาจาว่าเรื่องนี้เกิดจากความเข้าใจผิด แล้วก็มีเอกสารถอนแจ้งความมาให้ผมดู ก็รับฟังได้ระดับหนึ่งว่า ในเมื่อมีเอกสารส่งมาเราก็ดู แต่มันยังเป็นการชี้แจงฝ่ายเดียว ดังนั้น การสอบหาข้อเท็จจริงก็จะดำเนินการให้เร็ว”

ในคำถามว่าหากท้ายที่สุดข้อมูลที่ออกมาเป็นจริง ทางเลขาฯ สถาบันพระปกเกล้าต้องพ้นจากตำแหน่งเลยหรือไม่ นายโสภณ หัวเราะก่อนกล่าวว่า “โอ๊ย อย่าเพิ่งไปคาดอะไร ต้องให้ความเป็นธรรม การจะทำอะไรถ้าเรามีธงในใจมันจะไม่สามารถให้ความเป็นธรรมได้ ก็ต้องอยู่ที่คณะกรรมการไปตรวจสอบมา เรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะเป็นสถาบันที่เราเคารพนับถือ อย่างสถาบันแบบนี้ถ้าไม่มีธรรมาภิบาล คงขาดความน่าเชื่อถือ”

เมื่อถามย้ำว่าที่มีการให้เลขาฯ สถาบันพระปกเกล้าชี้แจงก่อนหน้านี้ ไม่ชัดเจนเพียงพอต่อการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่   นายโสภณ ระบุว่า ตอนนั้นตนเห็นในสื่อและมีคนส่งข้อมูลให้ดู ในฐานะประธานก็ไม่นิ่งนอนใจ เราปฏิบัติตามหลักของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พอเกิดเรื่องเราก็ให้ชี้แจง แต่พอเป็นข่าวขึ้นมาอีกในช่วง 2-3 วันนี้ เราจะให้ชี้แจงอีกมันไม่ได้แล้ว มันข้ามขั้นตอนแล้ว ก็ตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง หากผลออกมาพบว่าผิด ตามหลักของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ลงโทษทางวินัย มันก็เป็นไปตามขั้นตอน

ย้ำพิสูจน์ความจริง-ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ วางกรอบระยะเวลาการสอบสวนข้อเท็จจริงไว้กี่วัน นายโสภณ เผยว่า ต้องฟังเสียงคณะกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าก่อนที่ตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุม เมื่อถามอีกว่าในระหว่างการสอบข้อเท็จจริง เลขาฯ สถาบันพระปกเกล้าจะยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ปกติหรือไม่ นายโสภณ ตอบว่า ยังไม่สอบ เป็นการสืบหาข้อเท็จจริง มีมูลก็สอบ มันมีลำดับราชการอยู่ ถ้าคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง สืบมามีมูล กรรมการที่จะสอบบางทีก็ไม่สอบ เขาเอาผลของคณะกรรมการสืบฯมาดำเนินการก็ได้

ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเสนอชื่อผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีเส้นสายมากกว่าพิจารณาจากคุณสมบัติ จะต้องตรวจสอบด้วยหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบ ก่อนหน้านี้ตนไม่รู้เป็นอย่างไร แต่ตอนที่ตนเข้ามารับตำแหน่งและให้นโยบายต่อสถาบันพระปกเกล้า ตนก็บอกว่าเราเข้าใจว่าการเรียนร่วมกันของสถาบันมีทั้งสร้างคอนเน็กชั่นหรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งสำคัญคือการนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ทั้งกับภาคเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐ และตนยังให้นโยบายว่า ถ้าใครก็ตามที่เป็นข้าราชการแล้วไปเรียน หากไม่ไปลงชื่อเรียนตามเวลาที่หลักสูตรกำหนด ตนไม่อนุญาตให้ซ่อม เพราะเอาเงินราชการไปเรียน แล้วไม่ไปเรียนตามนั้น แล้วก็มาซ่อมให้มันจบ ตนไม่อนุญาต ก่อนหน้านี้เขาให้ซ่อม แต่ในยุคตนไม่ให้ซ่อม.