“ภราดร” ยันไม่เอี่ยวฮั้ว สว. หลัง iLaw แฉ สว.อ่างทอง โทรหา จี้ “เป๋า ไอลอว์” เปิดที่มา ลั่น ไม่เคยมีข้อมูลโทรศัพท์ในสำนวน ยกวรรณกรรมคำพิพากษา ไอ้ฟัก-สมทรง ถูกสังคมตัดสินทั้งที่ไม่ผิด


เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 สิงหาคม 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ iLaw (ไอลอว์) ออกมาโพสต์กล่าวอ้างพร้อมข้อมูลการโทรศัพท์สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อ่างทอง โทรศัพท์หา 2 พี่น้องปริศนานันทกุล ว่า ขอย้ำอีกครั้งตนและนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และ สส.อ่างทอง รวมถึงพรรคภูมิใจไทย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สว. ที่มีการเลือกในปี 2567 

ส่วนที่ iLaw นำข้อมูลการโทรศัพท์เข้าและออกของตน ทั้งการรับสายและโทรออกมาเปิดเผย เมื่อวาน (23 สิงหาคม) ตนให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์แล้วว่า ข้อมูลการโทรเข้า-โทรออกเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งหากเป็นบุคคลทั่วไปไม่มีใครสามารถที่จะเอาข้อมูลนี้ได้ จึงต้องตั้งคำถามว่าข้อมูลหลักฐานที่นำมาเปิดเผยหรือนำมาเป็นหลักฐานเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ เพราะไม่สามารถบอกได้เลยว่าสิ่งที่เอามาสร้างภาพ มาปะติดปะต่อแบบนี้เป็นข้อมูลเท็จหรือข้อมูลจริง ซึ่งเป็นข้อมูลลับที่ตนยังไม่สามารถจะทำได้เลย ทั้งข้อมูลแบบนี้จะต้องโทรไปยังเครือข่ายโทรศัพท์และใช้เวลาขอพอสมควร เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล 

ทางด้านคำถาม มองว่าข้อมูลที่นำมาได้จากการแฮ็กหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ต้องถามคนที่ได้ข้อมูลได้มาจากไหน ต้องไปดูที่มาก่อนถึงจะตอบได้ว่าข้อมูลนี้มีหลักฐานแค่ไหน “ง่ายๆ ถ้าผมจะทำเดี๋ยวนี้ก็ทำได้ พิมพ์ชื่อคนโน้นคนนี้ และพิมพ์เวลาใส่เข้าไปใน Excel หรือให้ AI ทำ เดี๋ยวนี้ก็ทำได้ ต้องยืนยันกันให้ได้ก่อนว่าเป็นข้อมูลจริงหรือเท็จแบบไหน”

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงข้อเท็จจริงมีผู้สมัคร สว.อ่างทอง โทรหาในวันที่ 27 มิถุนายน 2567 หลังเลือก สว. เสร็จหรือไม่ นายภราดร ตอบว่า “โห ให้ไปดูเอง ผมบอกแบบนี้ถามแบบนี้ว่า เมื่อวานตอนเช้ากินข้าวกับอะไร ผมเชื่อว่าบางคนยังตอบไม่ได้ แต่นี่เรื่องมัน 2 ปีมาแล้ว ถ้าวันนี้ผมตอบว่ามันไม่มีการโทรหรือมีการโทร แบบโน้นแบบนี้ ทุกคนตั้งข้อสังเกตกับผมได้เลยว่าผมแน่นอน เพราะแค่ถามว่าเมื่อวานกินข้าวกับอะไรบางคนก็จำไม่ได้ ดังนั้นถ้าพูดไปแบบนั้น ต้องมีคนตั้งข้อสงสัย ผมปั้นเรื่องแล้ว เพื่อที่จะเอาตัวรอด ฉะนั้นอยู่ที่หลักฐานที่นำมาเปิดเผย คนที่จะยืนยันหลักฐานคือคนที่เอาหลักฐานมาเปิดเผย ไม่ใช่คนที่ถูกกล่าวหาต้องเป็นผู้ยืนยัน จึงต้องถามคนเปิด”

เมื่อถามย้ำว่าเช้าวันนั้นเป็นวันสำคัญ มี สว. 2 คน คือโทรหา คนอาจสงสัยว่าเมื่อได้รับเลือกแล้วเหตุใดจึงโทรหาคนแรกๆ นายภราดร ย้ำคำเดิมว่า ให้เอาข้อมูลมาดูก่อนว่ามีหลักฐานมีคลิปเสียง คลิปภาพหรือวิดีโอเป็นเสียงหรือไม่ ตนบอกตั้งแต่แรกว่าข้อมูลที่เป็นตาราง Excel ถ้าจะทำตอนนี้ขอเวลา 10 นาทีตนก็ทำได้ ซึ่งตนอาจจะพิมพ์ชื่อ คุณพริษฐ์โทรหาคุณนันทนา หรือคุณเป๋าโทรหาคุณนันทนา วันเลือกตั้ง ตนทำได้หมด ฉะนั้นต้องยืนยันกันให้ได้ก่อนว่าข้อมูลที่นำมาเปิดเผยเป็นข้อมูลจริง 

ขณะที่คำถามว่า iLaw ต้องยืนยันกับเครือข่ายโทรศัพท์ หรือให้เครือข่ายโทรศัพท์ยืนยันใช่หรือไม่ว่าเป็นข้อมูลจริง นายภราดร ตอบว่า ใครที่เอาข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะ ต้องยืนยันให้ได้ว่าเป็นข้อมูลจริงเท็จแค่ไหน และหากเป็นข้อมูลจริงนำมาจากไหน เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมย้ำว่าคนที่จะยืนยันว่าข้อมูลจริงเท็จหรือไม่ คือคนที่เอาข้อมูลมาเปิดเผย ไม่ใช่คนที่ถูกกล่าวหา 

“เมื่อวานผมนั่งดูข่าว พร้อมกับหัวเราะในลำคอ ก่อนที่จะกล่าวต่อว่า ผมได้นึกถึงวรรณกรรมของชาติ กอบกิตติ เรื่องคำพิพากษา ผมนึกถึงไอ้ฟัก ให้ไปอ่านดูว่ามันเกิดเรื่องเหล่านี้ในสังคมไม่ใช่เฉพาะวันนี้แต่เกิดมา 50 ปีแล้ว สังคมเชื่อในสิ่งที่กล่าวหาโดยที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง เราควรจะเอาข้อเท็จจริงมายืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ไอ้ฟักทำกับสมทรงแบบนั้นจริงหรือไม่ หรือไม่ได้ทำ สุดท้ายถูกคำพิพากษาของสังคมไปแล้ว อันนี้ต้องยืนหลักให้ชัดเจน จะกล่าวหาใครต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ และเป็นหลักฐานที่ถูกต้อง แล้วมาสู้กันบนความถูกต้อง กับการถูกตรวจสอบ ผมเป็นนักการเมือง ยอมรับการถูกตรวจสอบ แต่การกล่าวหาด้วยข้อมูลที่เป็นจริง หรือไม่ได้ถูกพิสูจน์ว่าเป็นข้อมูลจริง มันเป็นอีกเรื่อง ผมพร้อมที่จะต่อสู้ถ้าเป็นข้อมูลจริง”

ไม่กังวลใช่หรือไม่ที่ iLaw ขู่แฉเพิ่มรายชื่อ สว. นายภราดร ยิ้มก่อนที่จะระบุว่า ไม่มีปัญหาใดๆ แต่ต้องยืนยันได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วมาต่อสู้บนข้อมูลที่ถูกต้องและได้รับการยืนยัน ซึ่งตนพร้อมเข้าสู่กระบวนการ และให้ความร่วมมือกับกระบวนการ ส่วนประเด็นข้อมูลที่เปิดเผย iLaw อ้างว่าได้จากสำนวนการสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อถูกเปิดเผย แล้วจะส่งผลต่อ กกต. ในส่งสำนวนคดีไปที่ศาลหรือไม่ นายภราดร เผยว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นยิ่งอาการหนัก เพราะสำนวนการสืบสวนสอบสวนของรัฐไม่ควรที่จะถูกเผยแพร่ จึงต้องถามไปยังหน่วยงาน ต้องถามไปที่ กกต. เสียงดังๆ ว่าเป็นข้อมูลจาก กกต. หรือไม่ และถ้ามีผู้มีส่วนได้เสียก็ต้องถามไปยังผู้ถูกอ้างถึงว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ ถ้าจริงมาพูดกันต่อ ถ้าไม่จริงก็จบ 

พร้อมกันนี้ นายภราดร ยังยืนยันด้วยว่า ตอนที่เข้าชี้แจงกับทาง กกต. ไม่มีประเด็นในเรื่องดังกล่าวนี้ และตนไม่เคยให้ข้อมูล ไม่มีการสอบถามถึงเรื่องการโทรศัพท์ ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าจะทำอย่างไรให้สังคมสิ้นสงสัย แม้เหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลอนุทิน 2 แต่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคและรัฐมนตรีภูมิใจไทยถูกกล่าวหา นายภราดร บอกว่า ก็ต้องชี้แจงกันไป พร้อมย้ำที่ต้องยกคำพิพากษา ของชาติ กอบจิตติ ขึ้นมา เพราะต้องพยายามดูหลักฐานให้ชัดเจนเสียก่อน ก่อนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ซึ่งตนไม่สามารถไปบังคับหรือบอกกับใครให้เชื่อว่าตนทำหรือไม่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับหลักฐานที่เข้มแข็งและถูกต้องเท่านั้น เราก็สู้กันบนข้อมูลหลักฐาน 

เช่นนั้นอาจจะเข้าทาง iLaw และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่อยากให้พิสูจน์ในชั้นศาล โดย กกต. ต้องสั่งฟ้อง 229 คน นายภราดร กล่าวตอบว่า ก็อยู่ที่ กกต. เพราะเป็นต้นทาง เชื่อว่าก่อนที่จะส่งอะไรไปฟ้องหรือไม่ฟ้อง ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน ในอดีต กกต. ยุบพรรคการเมืองมากี่พรรคแล้ว โดยเหตุผลเพียงว่า มีข้อมูลที่เชื่อได้ว่า ยกตัวอย่างพรรคชาติไทยถูกยุบ โดยถูกกล่าวหาว่ามีผู้สมัคร สส.ชัยนาท ทุจริตเลือกตั้ง และกล่าวหาถึงกรรมการบริหารพรรค โดย กกต. เชื่อได้ว่ามีการทุจริตจริงและนำไปสู่การฟ้องศาล โดยศาลเชื่อตาม กกต. และสั่งยุบพรรคชาติไทย ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด แต่สุดท้ายไปยังศาลยุติธรรม ได้มีคำพิพากษาว่าไม่มีการซื้อเสียง และคืนเงินให้กับผู้สมัคร สส. 

จึงหมายความว่าผู้สมัคร สส.ชัยนาท ไม่มีความผิด แต่พรรคถูกยุบไปแล้ว และกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว ดังนั้นการตัดสินใดๆ ตามความรู้สึกเชื่อ หรือข้อความเพียงคำว่าเชื่อได้ว่า ตนว่าไปพิพากษาคนแบบนั้นไม่ได้ จึงต้องมีพยานหลักฐานแน่นหนาเพียงพอก่อนที่จะไปกล่าวหาใคร.