2 รัฐมนตรี “สุรศักดิ์ - ภราดร” นำประชุมป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา สั่งเข้ม 6 มาตรการ เฝ้าระวังเขื่อนป่าสักฯ เสี่ยงล้นช่วงปลายฝน พร้อมพลิกแผนรับมือลานีญา


วันที่ 23 สิงหาคม 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ณ ห้องประชุมสำนักงานชลประทานที่ 12 อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท และผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อวางกรอบนโยบายและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด

ที่ประชุมได้ประเมินภาพรวมสถานการณ์น้ำปี 2569 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่าปกติ โดยภาคกลางมีปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติ 20% ขณะที่เขื่อนหลักอย่างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำ 68% และ 73% ตามลำดับ ซึ่งยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมาก 

“ประเมินความเสี่ยงระยะสั้นพบว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีความเสี่ยงสูงที่น้ำจะล้นความจุอ่างในช่วงสิ้นฤดูฝน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระดับน้ำริมตลิ่งในเขตจังหวัดสระบุรีและพระนครศรีอยุธยา” 


นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเตรียมรับมือปี 2570 ซึ่งแบบจำลองคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่ปรากฏการณ์ “ลานีญา” (La Niña) เต็มรูปแบบที่อาจนำมาซึ่งอุทกภัยครั้งใหญ่ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม นายสุรศักดิ์ ได้มอบหมายข้อสั่งการเชิงนโยบาย 6 ประการ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการ ได้แก่

1. ใช้เทคโนโลยีประเมินภัย Real-time : ให้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน., สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), กรมอุตุนิยมวิทยา, กรมชลประทาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยแบบเรียลไทม์ และพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าที่รวดเร็ว

2. จัดทำเช็กลิสต์การปฏิบัติงานรายจังหวัด : มอบ สทนช. และ ปภ. ทำคู่มือปฏิบัติงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อตรวจสอบระบบกั้นน้ำและทางระบายน้ำอย่างเป็นระบบ

3. บูรณาการศูนย์บัญชาการจังหวัด : ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการ ทหาร ตำรวจ และพลเรือน โดยให้ พม. เตรียมศูนย์พักพิง และจัดลำดับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก

4. เตรียมความพร้อมทางการแพทย์ : ให้หน่วยงานสาธารณสุขเตรียมบุคลากรและเวชภัณฑ์ดูแลประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

5. วางแผนการเกษตรเชิงรุก : ให้กรมชลประทานและกรมส่งเสริมการเกษตรวางแผนทำนาปรังปี 2569 ให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้น้ำในปี 2570

6. ลดขั้นตอนและโปร่งใสในการเยียวยา : เร่งรัดการสำรวจและจ่ายเงินเยียวยาอย่างเป็นธรรม โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA มาช่วยลดขั้นตอนเอกสารและป้องกันการทุจริต

ขณะเดียวกัน นายภราดร ยังได้เสนอแนะยุทธศาสตร์สำคัญในการ ปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารน้ำจาก “แนวตั้ง” (ปล่อยน้ำหลากผ่านลำน้ำสายหลัก) ไปสู่การบริหารจัดการแบบ “แนวขวาง/แนวป่า” โดยการผันน้ำหลากเข้าสู่ระบบคลองชลประทานและพื้นที่เกษตรกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนริมตลิ่ง พร้อมกับเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับราษฎรล่วงหน้าอย่างโปร่งใส.