“เท้ง ณัฐพงษ์” ลงพื้นที่อ.ปัว จ.น่าน ชาวบ้านเรียกร้องอยากให้เร่งเยียวยา เผยรัฐมนตรีนอนค้างติดตามพื้นที่เป็นเรื่องดี แต่ต้องการวิธีแก้ระยะยาว ชี้หลายพื้นที่ไม่แจ้งเตือน หรือแจ้งเตือนช้า ผู้ใหญ่บ้านต้องมาตีระฆังบอก


วันที่ 22 ส.ค. 2569 ที่บ้านเฮี้ย และบ้านเกร็ด ต.ศิลาแลง อ.ปัว จ.น่าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย นายเชาว์วิชญ์ อินน้อย นายเจริญ อภิภัทรโกศล สส.น่าน พรรคปชน. และกำนันผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การฟื้นฟูเยียวยาประชาชนอุทกภัย โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้สิ่งที่สำคัญเร่งด่วนคือการเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งต้องขอบคุณทุกหน่วยงาน และส่วนราชการที่มาจากพื้นที่อื่นๆ เข้ามาช่วยกันด้วย จากที่ตนได้พูดคุยกับมูลนิธิกระจกเงา ที่เริ่มมาตั้งศูนย์ในอ.ปัวแล้ว สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็จะเป็นเรื่องอุปกรณ์ รองเท้าบู๊ท ไม้รีดน้ำ และอุปกรณ์ทำความสะอาด รวมถึงยังต้องการเครื่องจักรหนัก ไม่สามารถเอาดินโคลนจากภายในบ้านออกมาได้ เป็นเรื่องเร่งด่วนในตอนนี้ ซึ่งจากการพูดคุยกับชาวบ้านทุกคนอยากได้เรื่องการเยียวยา และหลายคนก็พูดว่าอยากเห็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว จึงอยากฝากให้รัฐบาลลองพิจารณาดูเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณที่ต่อเนื่อง และตอบโจทย์ควรจะต้องจัดสรรอย่างไร


รมต.นอนค้างเรื่องดี แต่ต้องการวิธีแก้ระยะยาว


นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีการที่มีรองนายกฯ และรัฐมนตรี ลงพื้นที่มานอนค้าง เป็นการติดตามแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่า เป็นสิ่งที่ดี ที่มีผู้บริหารมาลงพื้นที่เห็นปัญหาด้วยตัวเอง ก็จะเข้าใจสภาพปัญหาในพื้นที่ได้ดี แต่ประชาชนหลายคนก็รู้ว่าพื้นที่ของพวกเขา ก็ต้องปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ สภาพพื้นที่ สิ่งที่พวกเขาอยากได้ยิน คือการแก้ไขปัญหาในระยะยาว 


เมื่อถามถึงในส่วนปัญหาดังกล่าวควรจะถูกยกเป็นวาระแห่งชาติ และมีโมเดลในการแก้ปัญหาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาตอนนี้ คือการขาดทิศทาง และความต่อเนื่องในการดำเนินการของรัฐบาล ซึ่งก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด ในทางกฎหมายเรามี พ.ร.บ.น้ำ มีการก่อตั้ง สทนช. โดยแต่ละจังหวัดจะต้องมีการจัดทำผังน้ำคู่กับผังเมือง แต่เมื่อเรามีหน่วยงานกลางขึ้นมาแล้ว กลับกลายเป็นว่าตอนจะไปจัดตั้งงบประมาณ สทนช. ไม่มีอำนาจไปพิจารณางบประมาณแทนหน่วยงานอื่นๆ ทั้งหมด ซึ่งตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือ การได้ทิศทางที่ชัดเจนจากฝ่ายบริหาร ให้ดูเป็นจังหวัดหรือพื้นที่ลุ่มน้ำ หากได้แผนที่ชัดเจนก็ให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง


เผย หลายพื้นที่ไม่แจ้งเตือน หรือแจ้งเตือนช้า


เมื่อถามว่า มีอะไรอยากจะเสนอให้รัฐบาลแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะ Cell Broadcast ที่มีหลายพื้นที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือนหรือได้รับช้า นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ที่อ.ปัว ตอนลงพื้นที่ชาวบ้านก็สะท้อนจริงๆ ว่า ในช่วงตอนกลางคืนก่อนเกิดเหตุก็ไม่ได้มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า กลายเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชนต้องมาตีระฆังบอกว่าน้ำกำลังมา ซึ่งตนคิดว่า เรื่องนี้เข้าใจได้เพราะสภาพปัญหาที่อำเภอปัวเกิด Rain Bomb ในพื้นที่หุบเขา และหลากมาที่ลำน้ำคูณ ดังนั้นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการแจ้งเตือน ก็ไม่มีข้อมูลในการคาดการณ์ ฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้ป้องกันได้ คือการทำแบบจำลอง หรือติดตั้งอุปกรณ์ที่ตรวจสอบให้ครอบคลุมทุกพื้นที่